
ทั่วโลกตั้งรับ2ขั้วมหาอำนาจโลกผลัดใบ
ความเคลื่อนไหวสำคัญรอบสัปดาห์ คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนผู้นำประเทศมหาอำนาจสำคัญของโลก ทั้งของสหรัฐในวันที่ 6 พ.ย. และของจีนในวันที่ 8 พ.ย.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความเคลื่อนไหวสำคัญรอบสัปดาห์ คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนผู้นำประเทศมหาอำนาจสำคัญของโลก ทั้งของสหรัฐในวันที่ 6 พ.ย. และของจีนในวันที่ 8 พ.ย.
ในส่วนของทางสหรัฐ หลังผลการนับคะแนน ผลปรากฏว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา สามารถเอาชนะ มิตต์ รอมนีย์ คู่ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนอิเล็กทอรัลโหวต 332 ต่อ 206 จากทั้งหมด 538 เสียง นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 โดยกวาดคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งในรัฐสวิงสเตต ซึ่งเป็นรัฐชี้ชะตาสำคัญอย่างโอไฮโอ เวอร์จิเนีย เนวาดา ไอโอวา โคโลราโดและฟลอริดา
ภายหลังการประกาศผล โอบามาได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะที่นครชิคาโกของรัฐอิลลินอยส์ ท่ามกลางชาวอเมริกันนับพันคนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน โดยโอบามาได้แสดงความขอบคุณต่อชาวอเมริกัน พร้อมลั่นว่าจะเดินหน้าสานต่อภารกิจและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในอีก 4 ปีข้างหน้านี้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสขึ้นใหม่ ปรากฏว่าไม่พลิกโผ โดยพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่เดโมแครตกุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาเช่นเดิม
แนวโน้มสภาคองเกรสที่ไม่มีการพลิกโฉมไปจากเดิม จุดกระแสกังวลว่าจะส่งผลต่อการบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาภาวะหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) หรือการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจนถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้
ทั้งนี้ หากคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. จะส่งผลให้มีการตัดลดรายจ่ายภาครัฐโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจทันที 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวถึง 4%
นอกจากนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเลือกตั้งประธานาธิบดีโอบามามีกำหนดเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนกับคู่เจรจาที่กัมพูชา ก่อนเดินทางไปพม่า เพื่อพบกับประธานาธิบดี เต็งเส่ง และอองซานซูจี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การเดินทางเยือนอาเซียนในครั้งนี้ โอบามา และ ลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ มีกำหนดเดินทางมาไทยเพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและลงนามข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจทางฝั่งตะวันออก เข้าสู่การเปลี่ยนผู้นำครั้งสำคัญเช่นเดียวกัน โดยในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 18 เพื่อเลือกและรับรองคณะกรรมการประจำกรมการเมืองชุดใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสูงสุดในการกำหนดทิศทางประเทศขึ้นบริหารใน 5 ปีข้างหน้าเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-14 พ.ย. โดยจะมีการเสนอชื่อคณะผู้ปกครองชุดใหม่ 10 คน ซึ่งรวมถึง สีจิ้นผิง ว่าที่ประธานาธิบดี และ หลี่เค่อเฉียง ว่าที่นายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม การถ่ายโอนอำนาจครั้งนี้คือ จะเหลือตำแหน่งบริหารเพียงแค่ 9 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมาทั้งหมด ทำให้เกิดการแข่งขันใน 7 ตำแหน่งที่เหลือ ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูปภายในพรรคให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ในระหว่างการเปิดประชุม ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ได้กล่าวอำลาตำแหน่ง เรียกร้องให้จีนเร่งสร้างรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะจับจ้องไปที่ สีจิ้นผิง ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีคนใหม่ของจีน ทว่าจุดสนใจของทุกฝ่ายกลับอยู่ที่อดีตประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมิน วัย 86 ปี ซึ่งได้ที่นั่งด้านหน้าสุดข้างประธานาธิบดี หูจิ่นเทา บ่งชี้ว่าผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีนรายนี้ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองจีน แม้ว่าจะไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลหรือกองทัพมาตลอด 8 ปีที่ผ่านมาเลยก็ตาม
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจเดือนล่าสุดของจีน ปรากฏว่า ดัชนีเศรษฐกิจหลายด้านล้วนบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจของจีนเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ภาคการผลิต ไปจนถึงการบริโภคภายใน ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเดือน ต.ค. ยังปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เปิดทางให้ทางการจีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก







