
มองผ่านมุม "รัซเซีย" สายใยเชื่อมโยงเอเชีย-ยุโรป
โดย...ดิมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย
โดย...ดิมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเหล่าประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะเข้าร่วมในการประชุมเอเชียยุโรป หรือ อาเซม (AsiaEurope Meeting : ASEM) ที่จัดขึ้น ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว
การประชุมซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 นี้ เป็นการรวมตัวของนานาประเทศจากภูมิภาคยุโรป เอเชียใต้ และแปซิฟิก เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระดับสากล อาทิ ความต้องการด้านการรวมกลุ่มระหว่างภูมิภาคในรูปแบบเชิงลึก
เมื่อรัสเซียตกลงเข้าร่วมการอาเซมในปี พ.ศ. 2553 นับเป็นก้าวสำคัญยิ่งไม่เพียงต่อเราและตัวองค์กร แต่ยังรวมไปถึงระบบโดยรวมด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วยให้เราสามารถ “เชื่อมถึง” สองศูนย์กลางแห่งการเมืองและเศรษฐกิจอันทรงอิทธิพลของโลก
เป็นที่ประจักษ์ว่าการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืนต้องอาศัยระบบความร่วมมือและกลไกอิสระการรวมกลุ่มระหว่างภูมิภาค
ณ ภูมิภาคยุโรปตะวันตก หัวใจสำคัญของกลไกดังกล่าวคือ สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจโลกเก่าอยู่ แม้จะมีความยุ่งยากเกี่ยวกับการดำเนินการมากมายก็ตาม โดยสหภาพยุโรปมีส่วนในเศรษฐกิจของประเทศรัสเซียถึงประมาณร้อยละ 50
รัสเซียร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรพหุภาคีในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง อาทิ การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก ซึ่งปัจจุบันรัสเซียดำรงตำแหน่งประธานอยู่ โดยแนวคิดของรัสเซียเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร และการป้องกันการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายในการจับทรัพยากรทางทะเลประเภทมีชีวิต ได้รับความเห็นชอบจากงานประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด ณ นครวลาดิวอสต็อก อีกด้วย
นอกจากนั้น รัสเซียยังให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่เราสนใจเปิดตัวโครงการใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมไฮเทค
รัสเซียนั้นมีความสัมพันธ์แบบทวิภาคีอันยาวนานและประสบความสำเร็จกับประเทศไทยมาตลอด 115 ปี ซึ่งเป็นผลให้รายได้ทางการค้าเมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ การค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นแหล่งรายได้หลักของทั้งสองประเทศ ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทยรัสเซีย เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรสองประเทศได้พบปะและร่วมหารือในการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องความร่วมมือด้านการเกษตร และทั้งสองประเทศยังแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
สุดท้ายรัสเซียได้ร่วมมือกับเบลารุสและคาซัคสถานในโครงการบูรณาการขนาดใหญ่ที่จะจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 อย่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียน ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปิดกว้างเศรษฐกิจของประเทศและกำหนดกรอบเงื่อนไขเพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจร่วมตลอดแนวตะวันตกของภูมิภาคยุโรปจดมหาสมุทรแปซิฟิก ผมเชื่อว่าเมื่อสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียนดำเนินงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เราจะสามารถขจัดอุปสรรคขัดขวางกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้า ต้นทุน และการบริการในยูเรเชียได้
ในปีและทศวรรษที่กำลังจะมาถึง รัสเซียได้เผชิญหน้ากับงานสำคัญระดับประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศนั้น มาจากการพัฒนาอันเป็นปึกแผ่นตามแต่ละเขตพื้นที่ภายในประเทศ เราจะให้ความสำคัญกับไซบีเรียและตะวันออกไกลก่อนอันดับแรก เนื่องจาก 1.ก่อนหน้านี้เราขาดแคลนทรัพยากรที่จะมาสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มที่ 2.กระแสเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางไปยังฝั่งตะวันออก ดังนั้น รัสเซียควรมุ่งความสนใจมายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้นเช่นกัน โดยภูมิภาคดังกล่าวกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 55 ของจีดีพีโลก และเกือบครึ่งหนึ่งของอัตราการค้าโลก
ด้วยความตระหนักในเรื่องดังกล่าว รัสเซียได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางเลือก โดยประเทศของเราซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของทวีปยูเรเชีย มีศักยภาพด้านการขนส่งและการส่งผ่านอย่างมาก
เครือข่ายด้านการขนส่งของรัสเซียนั้นได้รับการพัฒนาอย่างดี ทั้งทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียและไบคาลอามูร์ ท่าเรือในทุกแอ่งมหาสมุทรและเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ การปรับโฉมและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้อัตราการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% ในเส้นทางระหว่างยุโรปเอเชีย เช่นเดียวกับเส้นทางระหว่างยุโรป เอเชีย และอเมริกา ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุดถึง 100 ล้านตันต่อปี และจะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับการขนส่งแห่งอนาคต
รถไฟขนส่งพิเศษยังสามารถเดินทางจากเมืองนาคอดกาสู่ชายแดนด้านตะวันตกของรัสเซีย โดยใช้เวลา 9 วัน และเดินทางถึงยุโรปตะวันตกโดยใช้เวลา 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ การขนส่งสินค้าทางทะเลจากท่าเรือต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไปยังเมืองฮัมบูร์ก หรือแอนต์เวิร์ป ใช้เวลาเพียง 35 วันเท่านั้น
การพัฒนาเส้นทางเดินเรือทะเลภาคเหนือผ่านมหาสมุทรอาร์กติก อันมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของระยะทางทางเดินเรือจากยุโรปสู่เอเชียตะวันออกผ่านมหาสมุทรอินเดีย ได้เพิ่มโอกาสการค้าให้เราอย่างมาก และเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยกว่าถึง 30% โดยเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติจากท่าเรือทางภาคเหนือของเมืองเมอร์มานสค์ ซึ่งล่องไปตามชายฝั่งไซบีเรียจนถึงจุดหมาย ณ มาบตาพุด ประเทศไทย สร้างสถิติด้านความเร็วอีกด้วย เป็นการแสดงให้เห็นประสิทธิภาพด้านการเดินเรือและลดค่าดำเนินงาน
การขนส่งทางอากาศจะมีบทบาทด้านการขนส่งอย่างมากในอนาคต ด้วยการใช้เขตน่านฟ้ารัสเซียและเครือข่ายสนามบินของไซบีเรีย ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่าย ช่วยลดต้นทุนการดำเนินเที่ยวบินจากยุโรปสู่เอเชียตะวันออก และเชื่อมสองภูมิภาคให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น
รัสเซียพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ เรามีประสบการณ์ยาวนานหลายศตวรรษในการเป็นจุดเชื่อมความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและอารยธรรม ไม่น่าแปลกเลยว่าเหตุใดรัสเซียจึงถูกเรียกขานว่า “ยูเรเชียน” หรือประเทศยูโรแปซิฟิก นี่จะเป็นคุณสมบัติหลักในการพัฒนาความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคและทวีป ทั้งยังช่วยสร้างเขตเศรษฐกิจร่วมตลอดแนวมหาสมุทรแอตแลนติกจดมหาสมุทรแปซิฟิกต่อไป







