
นับถอยหลังเลือกตั้งสหรัฐจับตาศึกนี้ "หนาว" กันทั่วโลก
เหลืออีกเพียงแค่ 2 วัน จะถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เหลืออีกเพียงแค่ 2 วัน จะถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ สำหรับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ มหาอำนาจอันดับหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ
แน่นอนว่านอกจากความกระหายใคร่รู้ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา วัย 51 ปี จากพรรคเดโมแครต กับ มิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน วัย 65 ปี อีกประเด็นหนึ่งที่ทั่วโลกอดจับตามองด้วยความระทึกไม่ได้ก็คือ ผลกระทบที่ตามมาภายหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้
เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะภายในรอบรั้วเขตแดนของพญาอินทรีสหรัฐเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มหมายถึงการพลิกผันของบรรดานานาประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางปัญหามากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เริ่มกันที่ด้าน “การเมือง” นักวิเคราะห์ทั่วสหรัฐต่างเห็นพ้องตรงกันว่า สถานการณ์ในสหรัฐจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาก็ตาม โดยที่การออกกฎหมาย นโยบาย หรือมาตรการต่างๆ จะยังคงติดขัดกับการแบ่งขั้วในสภาคองเกรสเหมือนที่ผ่านๆ มา เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนมากในสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่ในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะด้าน “เศรษฐกิจ” และ “การต่างประเทศ” นั้น เป็นที่คาดว่าสหรัฐจะยังคงบทบาทผู้นำบนเวทีโลกไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดิม ท่ามกลางความท้าทายทั่วโลกจากทั้งยุโรปจีน และภูมิภาคอื่นๆ
เพราะแม้ว่าจะเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่สหรัฐก็ยังคงเป็นชาติเดียวในโลกที่มีกองทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดและแกร่งที่สุด เป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการ คิดเป็น 1 ใน 5 ของโลก และเป็นสกุลเงินที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดให้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุด
ทั้งนี้ ผลกระทบที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลลัพธ์จากทางออกของสภาวะหน้าผาการคลังของสหรัฐ (Fiscal Cliff) หรือการเข้าสู่ภาวะหดตัวทางการคลัง เพื่อตัดลดการขาดดุลงบประมาณที่จะทำให้การจ้างงานสหรัฐลด ประชาชนลดการบริโภคจนกระเทือนการค้าและการนำเข้าส่งออกในตลาดโลก
สำหรับแนวทางแก้ไขพื้นฐานของผู้สมัครทั้งสองฝ่ายก็คือ การตัดลดค่าใช้จ่าย และการจัดเก็บภาษี โดยในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามา เน้นไปที่การจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะจากคนรวยผู้ท้าชิงอย่างรอมนีย์ขอเลือกตัดลดค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมถึงการอุดหนุนในสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ในท้ายที่สุดแล้วเดโมแครตและรีพับลิกันจะสามารถประนีประนอมหาข้อตกลงร่วมกันได้ในนาทีสุดท้าย จนสามารถออกแพ็กเกจการจัดเก็บภาษีและลดค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนร่วมกัน เพราะไม่ต้องการให้ประเทศเผชิญวิบากกรรมทางเศรษฐกิจมากไปกว่าที่เป็นอยู่อีก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกจำนวนหนึ่งกลับยังคงมองว่ามีแนวโน้มสูงที่ทั้งสองพรรคจะไม่สามารถหาทางออกในสภาร่วมกันได้ทันภายในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือด้านภาษีและมาตรการอุดหนุนด้านสวัสดิการหลายอย่างที่กำลังจะครบกำหนด ต้องสิ้นสุดลงทันทีหลังเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธ.ค. เช่น มาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ได้รับการต่ออายุอีก 2 ปีเมื่อปี 2553
หากไม่สามารถตกลงกันได้จริง ปัญหาจากหน้าผาการคลังยังอาจเพิ่มความเสี่ยงให้สหรัฐถูกปรับลดอันดับเครดิตลงอีกครั้ง ภายในช่วงต้นปี 2556 อีกด้วย
ในส่วนของวิกฤตการณ์หนี้ยูโรโซน นักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า จุดยืนของสหรัฐอีก 4 ปีข้างหน้าคงยังไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันที่เห็นว่ายุโรปมีต้นทุน ศักยภาพ และความสามารถที่จะจัดการปัญหาให้ลุล่วงได้เอง ขณะเดียวกัน หากไม่เกิดหายนะรุนแรงใดๆ สหรัฐมีแนวโน้มนั่งอยู่เบื้องหลังไม่ออกหน้าจัดการใดๆ
ด้านมาตรการทางการค้า ไชเมลซิ อาลี นักเศรษฐศาสตร์ในโครงการเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จากกองทุนเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศคาร์เนกี มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยสหรัฐจะเดินหน้าทำข้อตกลงด้านเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เช่น เกาหลีใต้ โคลัมเบีย และปานามา พร้อมๆ กับเดินหน้าดำเนินการความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทีพีพี (TransPacific Partnership)
ขณะที่ “ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน” นั้น อาลี และยูริ ดาดุช ผู้อำนวยการโครงการเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จากสถาบันเดียวกัน ต่างเห็นตรงกันว่า หากเป็นรอมนีย์ ความสัมพันธ์กับจีนอาจมีเรื่องต้องลุ้นบ้าง เพราะมีจุดยืนโจมตีจีนมาโดยตลอด เนื่องจากเชื่อว่าจีนจงใจสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น การแทรกแซงค่าเงินหยวน ส่วนโอบามาน่าจะเป็นในลักษณะประนีประนอมตามแบบฉบับของพรรคเดโมแครตที่เชื่อมั่นในวิธีการทางการทูตและการเจรจา
ทว่าโดยรวมแล้วสหรัฐน่าจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับจีนโดยตรง
สำหรับประเด็นเรื่อง “พลังงาน” สหรัฐมีแนวโน้มชัดเจนที่จะลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก หลังสหรัฐสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ามากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลงจนสามารถผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันในปริมาณมหาศาลได้สำเร็จ โดยโอบามาจะทุ่มงบให้กับพลังงานสะอาด ขณะที่รอมนีย์จะเดินหน้ากับพลังงานนิวเคลียร์เต็มที่
ประเด็นเรื่อง “แรงงานอพยพ” สหรัฐมีแนวโน้มเปิดบ้านต้อนรับแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและฝีมือจัดอยู่ในขั้นเทพ เพื่อต่อยอดพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนแรงงานอพยพผิดกฎหมายที่อยู่ในสหรัฐกว่า 11 ล้านคนนั้น โอบามามีโครงการให้สัญชาติถาวร แต่รอมนีย์กลับคัดค้านหัวชนฝา พร้อมเดินหน้าเพิ่มมาตรการคุมเข้มตามแนวชายแดน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าผลกระทบการเลือกตั้งสหรัฐที่มีต่อโลก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจยังคงคลุมเครือ โดยนักวิเคราะห์เกือบทั้งหมดเห็นตรงกันว่า ต้องรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งต่อไปอีกสักระยะ โดยอย่างเร็วที่สุดน่าจะเป็นในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ของปีนี้ที่ทั่วโลกอาจจะพอได้เห็นแนวโน้มในอนาคตแบบรางๆ
กล่าวโดยสรุปแล้ว แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตและมีความสำคัญอย่างมาก แต่สหรัฐยังขาดความสามารถในการลงมือปฏิบัติ เห็นได้จากความล้มเหลวต่อการแก้ปัญหาที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ของประเทศ และการจัดการปัญหาการขาดดุลงบประมาณของตนเอง
“บ้านของสหรัฐอาจดูดีกว่าญี่ปุ่นหรือยุโรปตรงที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงเด่นเป็นสง่า แต่น่าเสียดายว่าบนพื้นของยอดเขานั้นกลับมีรอยร้าวฝังลึกอยู่ รอวันปรากฏ” รายงานจากเว็บไซต์ คาร์เนกี เอ็นโดว์เมนต์ ระบุ พร้อมปิดท้ายว่า หากสหรัฐยังไม่สามารถจัดการกับรอยร้าวลึก หรือความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน อีกไม่นานโลกคงได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจการเงินเหมือนเมื่อปี 25512552 เป็นแน่
แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้น วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นหายนะที่ส่งผลกระทบร้ายแรงสาหัสกว่าครั้งใดๆ







