posttoday
ไทยกับคลาวด์ คอมพิวติง ความฝันที่(ไม่)ไกลเกินเอื้อม

ไทยกับคลาวด์ คอมพิวติง ความฝันที่(ไม่)ไกลเกินเอื้อม

07 ตุลาคม 2555

แม้จะได้รับการกล่าวขวัญถึงมาอย่างฮือฮา และต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำหรับ “คลาวด์ คอมพิวติง”

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

แม้จะได้รับการกล่าวขวัญถึงมาอย่างฮือฮา และต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำหรับ “คลาวด์ คอมพิวติง” ในฐานะเทคโนโลยีประมวลผลที่ทันสมัยเหมาะสมกับโลกอนาคตนับต่อจากนี้ไป

แต่จนแล้วจนรอด ความสนใจของเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศไทย กลับไม่หวือหวามากเท่าที่ควรจะเป็น ราวกับเป็น “หนังคนละม้วน” กับสถานการณ์ของโลก ณ ปัจจุบัน

กลายเป็นคำถามคาใจผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนหลายต่อหลายคนว่า สถานการณ์ที่ไร้ความกระตือรือร้นของไทยมีสาเหตุมาจากอะไร

เพราะเทคโนโลยีล้ำหน้าเร็วเกินไป หรือเพราะไทยไม่มีศักยภาพพอที่จะไล่ตามให้ทัน

อะไรคือ ‘คลาวด์ คอมพิวติง’

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเอ่ยถึงความเป็นไปได้ของไทยกับเทคโนโลยีล่าสุดนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดกันก่อนก็คือการทำความเข้าใจว่า อะไรคือ คลาวด์ คอมพิวติง

สำหรับ “คลาวด์ คอมพิวติง” หรือเทคโนโลยีประมวลผลบนกลุ่มเมฆ มีหน้าที่เสมือนทั้งเซิร์ฟเวอร์ คลังเก็บข้อมูล (สตอเรจ) และอุปกรณ์ที่รวบรวมเอาซอฟต์แวร์ข้อมูล และระบบประมวลผลจากผู้ให้บริการหลายราย หรือจากดาตาเซ็นเตอร์ หลายๆ แห่งมาไว้รวมกัน ณ ที่เดียว

ผลลัพธ์ที่ได้จึงเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะผ่านจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แนวโน้มระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ

ออราเคิล คอร์เปอเรชัน องค์กรไอทีระดับโลกสัญชาติสหรัฐ ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 5-7 ปีข้างหน้านี้ แนวโน้มการย้ายการทำงานด้านไอทีเข้าสู่ระบบคลาวด์ขององค์กรทั่วโลก จะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างล้นหลาม โดยอาจมีมากกว่า 60%

การคาดการณ์ดังกล่าวส่งผลให้องค์กรไอทีอย่างออราเคิล ออกตัวแรงด้วยการเดินเครื่องก้าวเข้าสู่ “โลกคลาวด์” อย่างเต็มตัวเพื่อตอบสนองความต้องการใช้คลาวด์ขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หลักฐานยืนยันก็คือการจัดงานออราเคิล โอเพนเวิลด์ ประจำปี 2555 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ระหว่างวันที่ 30 ก.ย. ถึงวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ทางออราเคิลได้จัดแสดงระบบปฏิบัติการคลาวด์รูปแบบใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น และต่อยอดจากผลิตภัณฑ์คลาวด์เดิมที่มีอยู่ โดยมีผู้สนใจร่วมงานเพื่อรับฟังและติดตามแนวโน้มกระแสด้านไอทีใหม่ๆ มากกว่า 5 หมื่นคน จาก 144 ประเทศทั่วโลก

ไทยกับคลาวด์ คอมพิวติง ความฝันที่(ไม่)ไกลเกินเอื้อม

 

ไทย กับ คลาวด์ คอมพิวติง

ขณะที่กระแส คลาวด์ คอมพิวติง ในประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ดูเหมือนว่าในไทยกลับไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น โดยการพูดถึงจำกัดอยู่แค่ในวงการไอทีและเอกชนขนาดใหญ่ในประเทศที่มีอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น

“สาเหตุที่แนวโน้มการใช้คลาวด์ในไทย ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะไทยทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ คลาวด์ คอมพิวติง จึงทำให้ยังคงวิตกกังวลด้านความปลอดภัยในการโอนย้ายระบบขึ้นใช้บริการคลาวด์” แซนดรา อิง นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ของบริษัทวิจัยยังไอดีซีประจำสิงคโปร์ หนึ่งในกูรูด้านไอที กล่าวในระหว่างงานออราเคิล โอเพน เวิลด์

และการขาดความรู้ความเข้าใจใน “คลาวด์” นี่เอง ที่กลายเป็น “จุดอ่อน” สำคัญที่ทำให้ไทย “เสียโอกาส” ทางธุรกิจอย่างที่นึกไม่ถึงเลยทีเดียว

“ตราบใดที่เทรนด์การใช้เทคโนโลยีคลาวด์ในไทยยังคงไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ก็จะกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจขององค์กรไทยลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” แซนดรา อิง กล่าวเสริม

ศักยภาพของคลาวด์กับการแข่งขัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ที่ระบบคลาวด์ได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสำคัญของแต่ละธุรกิจไปเสียแล้ว โดยที่มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ในภาคธุรกิจ แต่ครอบคลุมไปจนถึงภาคเกษตรกรรมและวงการแพทย์ของประเทศ

และหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำระบบคลาวด์มาใช้พัฒนาศักยภาพการแข่งขันในภาคการเกษตรของญี่ปุ่นที่เห็นได้ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือในไร่ส้มแมนดารินชื่อดังภายใต้แบรนด์ “อาริดะ มิคัง” แห่งเมืองอาริดะของจังหวัดวากายามะ ของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่มีการนำเทคโนโลยีคลาวด์ มาใช้บันทึกและประมวลข้อมูลในด้านต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่ข้อมูลสภาพอากาศ คุณภาพของดิน ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนอัตราการเจริญเติบโตของแต่ละต้น และแนวโน้มการเกิดโรคและแมลงรบกวน ที่มีอยู่อย่างมหาศาลให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

ผลที่ตามมา ก็คือการช่วยอำนวยความสะดวกให้บรรดาคนงานในไร่สามารถดูแลรักษาต้นส้มแต่ละต้นในไร่ที่มีความแตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ทำให้ผลผลิตที่ได้นั้น มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก

“ยิ่งเราดูแลผลผลิตอย่างดีและเป็นระบบมากเท่าไร คุณภาพและปริมาณของผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของเราไม่เป็นสองรองใคร นับเป็นความสำเร็จของการใช้ระบบคลาวด์ เซอร์วิส มาเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรของประเทศอย่างแท้จริง” โนริยูกิ โตโยกิ รองประธานด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท ฟูจิตสึ ซิสเต็ม บีซีเนส ผู้นำด้านโทเทิลไอที โซลูชัน และการสื่อสารของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของงานออราเคิล โอเพน เวิลด์ ในครั้งนี้ กล่าว

พร้อมกันนี้ โตโยกิ ได้กล่าวย้ำว่า เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินการ เช่น การฝึกฝนคนงานที่ไม่มีความรู้ด้านการทำเกษตรใหม่ได้อย่างดีอีกด้วย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ในภาคเกษตรกรรมเท่านั้น ในวงการแพทย์แห่งแดนอาทิตย์อุทัย ยังได้มีการนำระบบคลาวด์ เซอร์วิส มาใช้ประมวลผลข้อมูลสุขภาพของคนไข้ ผลการตรวจโรค และคำถามข้อสงสัยจากคนไข้มาใช้ระบุแนวโน้มสุขภาพของแต่ละคนว่า มีความเสี่ยงของการเป็นโรคใดบ้าง เพื่อที่คนไข้จะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ป้องกัน และเตรียมตัวรับมือกับปัญหาสุขภาพได้ล่วงหน้าอย่างดียิ่งขึ้น

“คลาวด์ได้เปลี่ยนโฉมวงการรักษาสุขภาพของมนุษย์ไปอย่างมากทีเดียว เพราะในตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดโรค แต่เราสามารถป้องกันได้ล่วงหน้าและรักษาได้ทันท่วงทีแล้ว” โตโยกิ กล่าวเสริม

ไทยและความเป็นไปได้กับคลาวด์

มาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนว่า “คลาวด์กับไทย” เป็นเรื่องไกลตัว ที่ถูกญี่ปุ่นแซงหน้าชนิดไม่เห็นฝุ่น แต่ใช่ว่าอนาคตของการใช้ระบบประมวลผลแบบคลาวด์ในแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ จะมืดแปดด้าน มองไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์เลยทีเดียว

“ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กระแสความสนใจและความต้องการใช้ระบบคลาวด์ คอมพิวติง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนตัวเห็นว่า เป็นผลมาจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ที่ดาตาเซ็นเตอร์ในไทย ต้องย้ายไปอยู่สิงคโปร์เป็นการชั่วคราว ทำให้เอกชนเริ่มหันมาปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนมากขึ้น” นักวิเคราะห์จากไอดีซี กล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรับมือการเปลี่ยนมาใช้ระบบคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แซนดรา อิง เห็นว่า ไทยยังคงต้องเดินหน้าพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอีกขนานใหญ่

“ไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เช่น ระบบ 3จี และระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้มีเสถียรภาพ พร้อมกับส่งเสริมให้มีการสร้างดาตาเซ็นเตอร์ที่รองรับลูกค้าในแต่ละประเภทธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกับสิงคโปร์ที่มีระบบไอซีทีที่แข็งแกร่งได้” อิง กล่าว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยยังไอดีซี ยังแนะเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยควรนำจุดแข็งของอุตสาหกรรมในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง เช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ นำมาดึงดูดให้มีการลงทุนจัดตั้งดาตาเซ็นเตอร์ให้เพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการที่รัฐบาลควรเปิดกว้างให้กฎและข้อบังคับเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

“ไทยมีศักยภาพที่จะเติบโต และคว้าประโยชน์จากเทคโนโลยีคลาวด์ได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งทางภาครัฐและเอกชนว่าจะให้ความสำคัญต่อคลาวด์กันมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง” แซนดรา อิง กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ อาจสรุปได้ว่า แม้เทคโนโลยีสารสนเทศโลกจะเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ล้ำหน้าไกลเกินกว่าที่ประเทศไทยจะไล่ตามไม่ทัน

ทว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือหากไทยยังไม่คิดที่จะเร่งปรับตัวให้ก้าวทันเทคโนโลยีแล้ว ไทยอาจต้องย่ำอยู่กับที่และถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” เช่นนี้ตลอดไป

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท