posttoday
โทรคมนาคมพม่า ตลาดหมายปองของทุนนอก

โทรคมนาคมพม่า ตลาดหมายปองของทุนนอก

23 กันยายน 2555

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบเครือข่ายการสื่อสารล้าหลังเกินรับไหว

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบเครือข่ายการสื่อสารล้าหลังเกินรับไหว

กระนั้นทั้งความช้าและการติดขัดของระบบโทรคมนาคมของพม่าก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญที่นักลงทุนจะต้องขยาดแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม อาการย่ำแย่ต่างๆ เหล่านี้ นักลงทุนทั่วโลกกลับมองเห็นเป็นโอกาสอันงามสำหรับการลงทุนพัฒนาเพื่อเก็บเกี่ยวผลกำไร ซึ่งจะเติบโตงอกเงยอย่างไม่จบไม่สิ้น

ยิ่งเมื่อรัฐบาลพม่าภายใต้การนำของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะเปิดเสรีและแปรรูปกิจการตลาดโทรคมนาคมและการสื่อสารของพม่า

เค้กก้อนโตชิ้นนี้ก็ยิ่งเสมือนของหวานแสนโอชะที่กลุ่มทุนต่างชาติต่างหมายปองยื้อแย่งเป็นพัลวัน

ปฏิรูปโดยลำพังไม่ได้

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศระลอกแล้วระลอกเล่า และรวดเร็วเกินความคาดหมายของนักสังเกตการณ์หลายคนทั่วโลก สหภาพพม่า ณ ปัจจุบันนี้ยังคงมีภาระหนักที่จะต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกิจการโทรคมนาคมของประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดเผยรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในรัฐบาลพม่า ว่า ประธานาธิบดี เต็งเส่ง กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในประเทศมากขึ้น ด้วยการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดเสรีการลงทุนให้กับบริษัทต่างชาติ เพื่อมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารให้ดีขึ้น

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การกระทำข้างต้นจะถือเป็นการเปิดเสรีให้กับต่างชาติได้เข้ามาเป็นสาขาแรก

โทรคมนาคมพม่า ตลาดหมายปองของทุนนอก

 

สำหรับเหตุผลของการดำเนินการปฏิรูปและการแปรรูปกิจการโทรคมนาคมของผู้นำประเทศในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะไม่เพียงแค่อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร หรือก่อให้เกิดการสร้างงานแก่ประชาชนภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลดีไปยังด้านอื่นๆ ด้วย

ไล่เรียงตั้งแต่ความสะดวกในการเข้าถึงบริการด้านการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับโอนเงินเข้ามาในบัญชีผ่านทางมือถือ รวมไปถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

สิ่งที่แหล่งข่าวพูดถึงในข้างต้นสอดคล้องกับคำกล่าวของคะยอว์ โซ (Kyaw Soe) ข้าราชการระดับสูงกระทรวงการสื่อสาร ไปรษณีย์ และโทรเลข ซึ่งเผยว่าพม่ากำลังดำเนินการ เพื่อเปิดเสรีด้านโทรคมนาคมในเร็ววันนี้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปล่อยช้าได้อีกต่อไป เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการพัฒนาโทรคมนาคมการสื่อสารจึงสำคัญที่สุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลคิดไกลถึงขั้นจะให้บริการสัญญาณ 4จี ภายในปี 2556

คะยอว์ โซ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา 11 บริษัทชั้นนำจาก 10 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเยอรมนี ได้รับการคัดเลือกขั้นต้นเพื่อสรรหาบริษัทที่จะเข้ามาเป็นที่ปรึกษาและดูแลการแปรรูป รวมถึงการประมูลใบอนุญาตในกิจการโทรคมนาคมในประเทศ จากทั้งหมดที่ยื่นมาในครั้งแรก 64 บริษัท ทว่า ล่าสุดนั้นได้คัดเลือกลงมาเหลือเพียงแค่ 3 รายแล้ว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พม่ารายนี้ยังได้กล่าวในรายละเอียดการเปิดใบอนุญาตประกอบธุรกิจโทรคมนาคมที่จะออกมาทั้งหมด 4 ใบ ว่า สองใบแรกจะกันไว้ให้กับบริษัทในประเทศ ขณะที่สองใบที่เหลือจะตกเป็นของบริษัทจากต่างชาติ

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโทรคมนาคม 2 ใบ ที่ตกเป็นของบริษัทในประเทศ ได้แก่ บริษัทรัฐวิสาหกิจ เมียนมาร์ โพสต์ แอนด์ คอมมิวนิเคชัน (พีทีอี) ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมที่ได้รับการแปรรูปไปเป็นบริษัทเอกชนในชื่อใหม่ ว่า บริษัท เมียนมาร์ เทเลคอม คอมพานี (เอ็มทีซี) เพื่อให้เข้ามาดูแลด้านโทรศัพท์มือถือในสิ้นปีนี้ ขณะที่อีกใบจะตกเป็นของบริษัท ยาทาราพอน เทเลพอร์ต ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายดูแลและกำกับกิจการด้านการสื่อสารของประเทศก็จะถูกตั้งขึ้นมาใหม่

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวด้านโทรคมนาคมพม่า กล่าวว่า แม้บริษัทสัญชาติพม่าทั้งสองแห่งจะได้รับใบอนุญาตจากทางการพม่าอย่างแน่นอนแล้ว แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถดำเนินการให้บริการได้โดยลำพัง เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้ที่สูงมากพอ ฉะนั้นจึงมีโอกาสที่จะต้องมีการเปิดให้ต่างชาติเข้าดำเนินการในลักษณะบริษัทร่วมทุน (Joint Ventures)

ก้อนเค้กแสนหวานในสายตาต่างชาติ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การเปิดเสรีลงทุนระบบโทรคมนาคมและมีศักยภาพที่จะเติบโต และการแข่งขันยังมีน้อยเมื่อเทียบกับการสื่อสารกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะตลาดผู้บริโภคของพม่ายังคงส่วนแบ่งทางการตลาด

ทั้งนี้ สำหรับมุมมองของนักธุรกิจต่างชาติ ประชาชนชาวพม่าส่วนมากยังคงไม่สามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตได้อย่างกว้างขวาง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่พม่าถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกมานานหลายสิบปี จนทำให้ปัจจุบันพม่าถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรต่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีเหนือ

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุชัดเจนว่าส่วนแบ่งตลาดต่อจำนวนประชากรทั้งประเทศในธุรกิจโทรคมนาคม การสื่อสาร และอินเทอร์เน็ตในพม่าถือได้ว่าเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก โดยจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์ต่อจำนวนประชากรของพม่าในปี 2553 นั้นมีเพียงแค่ 1.24% เท่านั้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวอยู่ที่ 64% กัมพูชาที่ 57% ขณะที่ไทยกับมาเลเซียอยู่ที่ 100%

ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่นี้สวนทางกับความต้องการของประชาชน และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศพม่าที่นับวันมีแต่จะมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่พม่ากำลังจะเปิดรับกระแสการลงทุนของบริษัทต่างชาติที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา

ทั้งนี้ มีรายงานว่าความต้องการใช้ซิมการ์ด เพื่อเปิดใช้โทรศัพท์มือถือในพม่ามีมากจนไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ทันทั่วถึงและเพียงพอ เพราะเครือข่ายของพม่าไม่สามารถรองรับได้

ทั้งหมดทั้งมวลจึงทำให้ตลาดการสื่อสารของพม่า ณ เวลานี้เปรียบได้กับก้อนเค้กแสนหอมหวานที่นักลงทุนต่างหมายปอง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งกัน

“เมื่อใดที่พม่าเปิดให้ลงทุนอย่างเป็นทางการ ศักยภาพในการเติบโตและขยายตัวจะใหญ่มาก และเราคาดว่าจะมีหลายบริษัทให้ความสนใจ เพราะปัจจุบันตลาดการสื่อสารที่ถูกปล่อยทิ้งไว้และยังไม่มีใครเข้าไปแข่งขันในโลกนี้มีเหลืออยู่น้อยมากแล้ว” เกรน แมนเดอริท ผู้เชี่ยวชาญด้านการโทรคมนาคมจากบริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจด้านกิจการสื่อสารจากนอร์เวย์ กล่าว

ขณะที่ บริษัท ดิจิเซล ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมแห่งทะเลแคริบเบียน ในประเทศจาเมกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจกว่า 31 ประเทศทั่วโลก เดินหน้ารุกเต็มที่ โดยมีรายงานว่าบริษัทถึงขนาดเข้าไปเสนอแผนด้านเทคนิคและการประเมินทางธุรกิจเกี่ยวกับวิธีการขยาย เครือข่ายการสื่อสารให้แพร่ขยายไปยังประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศให้เกิดขึ้น จริงได้ใน 2 ปี แก่รัฐบาลพม่ามาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารอีก 2 แห่ง ที่ให้ความสนใจและออกมาแสดงตัว คือ เทเลียโซเนรา เอบี จากสวีเดน และอาเซียตา จากมาเลเซีย ขณะที่บริษัท ซิงเทล จากสิงคโปร์ ที่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะให้ความเห็น แต่คาดว่ากำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวในพม่าอยู่ไม่น้อยหน้าเช่นกัน

อุปสรรคด้านกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม รามากฤษณะ มฤวาธา หัวหน้านักวิจัยด้านธุรกิจสื่อสาร บริษัทหลักทรัพย์ไดวะ ของญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้ศักยภาพตลาดการสื่อสารของพม่าค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนมาก แต่ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบที่จะคลอดออกมา ซึ่งในขณะนี้ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะอยู่ในขั้นพิจารณาของทางการพม่าอยู่

“เป็นปัญหาของบริษัทจากต่างชาติอย่างมาก เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขกรอบระยะเวลาและโครงสร้างออกมาให้เห็นน้อยมาก ดังนั้นความหวังให้เฝ้ารอจึงเป็นไปอย่างน้อยนิด” มฤวาธา กล่าว

สอดคล้องกับ แมนเดอริท ที่ได้กล่าวว่าแม้บริษัทจะสนใจตลาดในพม่า แต่ถ้ามีกฎระเบียบที่ชัดเจนออกมา รวมถึงกฎหมายที่ชัดเจนและสามารถให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนตามที่ต้องการได้เมื่อไร ทางบริษัทจึงจะเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดานักลงทุนต่างชาติกำลังวิตกกังวลอยู่นั้นมีวี่แววว่าจะเป็นจริงมิใช่น้อย เนื่องจากในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเสียงร่ำลืออย่างหนาหูจากแหล่งข่าววงในของรัฐบาลพม่า ว่า ทั้งๆ ที่รัฐสภาผ่านกฎหมายการลงทุนในพม่าแล้ว แต่ประธานาธิบดี เต็งเส่ง อาจจะไม่ลงนามประกาศบังคับใช้ และต้องการปรับแก้กฎหมายการลงทุนใหม่ โดยจะตีกฎหมายฉบับดังกล่าวกลับไปให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าเนื้อหารายละเอียดของกฎหมายฉบับดังกล่าวมีช่องโหว่และปัญหามาก

นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดี เต็งเส่ง อาจจะไม่ยอมลงนามรับรองกฎหมายยังสืบเนื่องมาจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรงจากเหล่านักธุรกิจ และหอการค้าในประเทศว่าจะทำให้นักธุรกิจท้องถิ่นเสียเปรียบ โดยเฉพาะการถือครองหุ้นในธุรกิจที่สงวนไว้ สำหรับคนในประเทศแก่นักธุรกิจต่างชาติมากถึง 50%

ผลที่ได้จึงมีแนวโน้มทำให้ความคืบหน้าในการปฏิรูปและเปิดเสรีในธุรกิจการสื่อสารที่จะออกมาในเร็วๆ นี้อาจต้องพลอยโดนฉุดรั้งให้ช้าไปด้วย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า หากรัฐบาลพม่ายังคงต้องการที่จะรับประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติ ที่มีทั้งความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ พม่าก็จะต้องเร่งสร้างความชัดเจนในด้านกฎระเบียบและข้อกำหนดให้ชัดเจนขึ้นมาโดยเร็ว

มิเช่นนั้นแล้ว ข้อกังขาที่มีอยู่จะทำให้พลาดโอกาสทองในการปฏิรูปครั้งสำคัญอีกหนหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก