posttoday
“สีจิ้นผิง” แวร์ อาร์ ยู? ปมปริศนาที่ประชาชนไม่รู้

“สีจิ้นผิง” แวร์ อาร์ ยู? ปมปริศนาที่ประชาชนไม่รู้

15 กันยายน 2555

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองเป็นอย่างมากกับการหายตัวไปจากแสงสปอตไลต์สื่อมวลชนของผู้นำแดนมังกรเลือดใหม่ “สีจิ้นผิง”

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองเป็นอย่างมากกับการหายตัวไปจากแสงสปอตไลต์สื่อมวลชนของผู้นำแดนมังกรเลือดใหม่ “สีจิ้นผิง” ที่จะเข้ามารับช่วงการบริหารประเทศต่อจาก หูจิ่นเทา ผู้เป็นประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เพราะหลังจากปรากฏกายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ไม่มีสื่อสำนักใด ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ทั้งของต่างชาติหรือแดนมังกรเอง ที่สามารถเก็บภาพ สัมภาษณ์ หรือรับรู้ความเคลื่อนไหวของว่าที่เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนคนใหม่วัย 59 ปีผู้นี้ได้เลยแม้แต่เงา

อย่างไรก็ตาม หากมองข่าวการหายตัวไปในครั้งนี้เพียงผิวเผิน อาจคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะอาจหมายถึงการลาพักร้อนหลบเรื่องราวน่าปวดหัวในวงการเมืองเพื่อเติมพลังเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทั่วโลกปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ

แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้การหายเข้าไปในกลีบเมฆของท่านสีจิ้นผิง ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็เพราะ จู่ๆ ท่านก็มาหายตัวไปจากการรับรู้ของสาธารณชนเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สุดของการเข้ามาดำรงตำแหน่งสูงสุดในประเทศ

“สีจิ้นผิง” แวร์ อาร์ ยู? ปมปริศนาที่ประชาชนไม่รู้

เรียกได้ว่านอกจากรองประธานาธิบดีผู้นี้จะเป็นเจ้าบ้านที่ปล่อยให้แขกคนสำคัญของรัฐบาลที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ อย่างนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ เฮลล์ ธอร์นิงชมิดต์ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก หรือแม้แต่ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ต้องยืนชะเง้อคอยเก้อ ทั้งๆ ที่มีกำหนดต้อนรับตามธรรมเนียมของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 18 อีกด้วย

การประชุมที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีการถ่ายโอนอำนาจครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ซึ่งจะสิ้นสุดวาระการเป็นผู้นำสูงสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลงเพียงไม่กี่สัปดาห์อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ฟีดแบ็กจากบุคคลวงในของรัฐบาล เมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามหาความจริงก็ “คลุมเครือ” ได้โล่

เห็นได้จาก แม้แต่ หงเหล่ย โฆษกคณะรัฐมนตรีแดนมังกร ที่แม้สมควรจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอย่างดีของรัฐบาล แต่กลับยอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่า ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุด หรือสาเหตุของการผิดนัดสำคัญในฐานะว่าที่ผู้นำของ สีจิ้นผิง เลยทั้งสิ้น

“ผมตอบคำถามนี้พวกคุณไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว ผมบอกว่าผมไม่รู้ และผมก็ไม่มีอะไรจะตอบแล้ว” หงเหล่ย กล่าว ก่อนจะโต้กลับนักข่าวที่ยิงคำถามว่า สีจิ้นผิง ยัง “อยู่ดี” อยู่ใช่หรือไม่ ว่า

“ผมหวังว่าพวกคุณจะถามคำถามอย่างอื่นที่สำคัญกว่านี้”

และเหมือนยิ่งว่ายิ่งยุ ยิ่งปิดก็ยิ่งอยากรู้ ความสงสัยที่มีอยู่ก็เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อทางการจีนสั่งลุยบล็อกการค้นหาคำที่มีความเกี่ยวข้องกับท่านสีจิ้นผิงทั้งหมดบนโลกออนไลน์ในทันที ส่งผลให้ทั้งประชาชนและสื่อมวลชนต่างชาติและของจีน โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของจีนอย่าง “เหว่ยโป” ต่างประโคมตั้งคำถาม ตามหาความจริงกันราวไฟลามทุ่ง

“ทายาทเขาเป็นอะไรไป เขาหายตัวไปได้หลายสิบวันแล้ว ทั้งโลกกำลังสงสัยว่าเขาหายไปไหน” หนึ่งในชาวไซเบอร์โพสต์ข้อความในเหว่ยโป โดยใช้คำว่า ทายาท แทนการใช้ชื่อ สีจิ้นผิง โดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทางการบล็อกและลบความเห็นดังกล่าว

และเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ผลที่ตามมาคือการตั้งสารพัดสมมติฐานถึงความเป็นไปได้ของว่าที่ผู้นำแดนมังกรผู้นี้กันยกใหญ่

ไล่กันไปตั้งแต่สมมติฐานแบบทั่วไปที่ว่า ท่านสีจิ้นผิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่แผ่นหลังจากการออกกำลังกายประจำวัน บ้างก็บอกว่าสีจิ้นผิงมีอาการหัวใจวายอ่อนๆ และกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ไปจนถึงสมมติฐานที่เต็มไปด้วยความ “ดรามา” อย่างคำบอกเล่าของ วิลลี แลม นักวิชาการมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีนิวส์ของสหรัฐ อ้างตัวว่าได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนหลายต่อหลายคน ที่ต่างเผยเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมายว่า ท่านสีเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ด้วยโรคชนิดหนึ่งที่ส่งผลให้ใบหน้าของท่านรองประธานาธิบดีบิดเบี้ยวผิดรูปไป

“สีจิ้นผิง” แวร์ อาร์ ยู? ปมปริศนาที่ประชาชนไม่รู้

หรือแม้แต่การรายงานข่าวของเว็บไซต์ป๋อซุนดอตคอมของจีน ซึ่งตั้งทำการอยู่ในสหรัฐ ที่เปิดเผยว่า ท่านสีจิ้นผิงประสบอุบัติเหตุรถคว่ำได้รับบาดเจ็บหนัก จากแผนลอบทำร้ายโดยกลุ่มผู้สนับสนุน ป๋อซีไหล อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขานครฉงชิ่ง ที่ถูกกักขังในข้อหาละเมิดวินัยพรรคร้ายแรงมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ต้องการล้างแค้นแทนเลยทีเดียว

“ชาตินี้คงไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว สีจิ้นผิง หายไปไหน เพราะรัฐบาลจีนไม่เคยปริปากสักนิด” เดเมียน แกรมมาติกาส์ ผู้สื่อข่าวของบีบีซี กล่าว

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลจีนมักอมพะนำ เก็บงำความลับต่างๆ ของทั้งตัวผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประวัติส่วนตัว ชีวิตครอบครัว หรือแม้แต่กำหนดการเดินทางไปทำภารกิจต่างๆ ก็ยังคงเป็นปริศนาให้ประชาชนชาวจีนทั้ง 1,300 ล้านคน พร้อมๆ กับคนทั้งโลก ฉงนสงสัยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เห็นได้จากเมื่อครั้งที่ หลินเปียว รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมภายใต้การบริหารประเทศของ เหมาเจ๋อตง หายตัวไปจากการรับรู้ของสาธารณชนเมื่อเดือน ก.ย. 1971 ซึ่งเป็นช่วงแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีนนั้น ใช้เวลาร่วม 10 เดือน กว่าที่ทางการจีนจะออกมาเปิดเผยว่า หลินเปียว ได้เสียชีวิตลงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น สาเหตุการเสียชีวิตของทายาทผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก เหมาเจ๋อตง ผู้นี้ ยังคงคลุมเครือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีเพียงรายงานข่าวการเสียชีวิตของทางการจีน ระบุว่า หลิน ประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบินชนภูเขาในมองโกเลีย ขณะหลบหนีความผิด หลังถูกจับได้ว่ามีการรวมหัวกันก่อกบฏต่อต้านเพื่อโค่นอำนาจ เหมาเจ๋อตง

แม้ผลการชันสูตรพบว่า หลิน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นจริง แต่ทว่านักประวัติศาสตร์ต่างชาติยังคงตั้งข้อสงสัยถึงประเด็นการปฏิวัติของหลินว่า อาจเป็นเพียงหนึ่งในความพยายามของทางการจีนที่จะเก็บงำความลับอะไรบางอย่างก็เป็นได้

เช่นเดียวกับกรณีของนายกรัฐมนตรี หลี่เผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1988-1998 ที่ยกเลิกการเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์อย่างกะทันหันเมื่อปี 1993 ซึ่งในครั้งนั้นทางการจีนออกมาเปิดเผยว่า หลี่เผิง ป่วยเป็นโรคหวัดจึงไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้

อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปถึง 4 เดือนเต็ม จนกว่านายกฯ หลี่เผิง ได้ออกมาปรากฏกายต่อสาธารณชน พร้อมกล่าวยอมรับว่า แท้จริงแล้วตนมีอาการโรคหัวใจกำเริบ ไม่ได้เป็นโรคหวัดอย่างที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้

“นับเป็นเรื่องน่าอับอายมาก ที่ทางการจีนยังมองว่าเรื่องสุขภาพของผู้นำเป็นความลับระดับชาติ แม้ว่าในตอนนี้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดจนเป็นแถวหน้าของโลกแล้วก็ตาม” วิลลี แลม กล่าวเสริม

“แม้ว่าวิธีการ ‘ไม่ได้โกหก แต่บอกไม่หมด’ หรือ ‘ตีหน้าซื่อ ไม่บอกเลย’ อาจเคยใช้ได้ผลในอดีต แต่ทว่าตอนนี้สังคมจีนได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะการเข้าถึงโลกออนไลน์ที่มากขึ้น วิธีการเดิมๆ เหล่านี้อาจจะยิ่งทำให้ภาวะการขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ และอาจกลายเป็นปมปัญหาที่รัฐบาลต้องมาคอยแก้ปัญหาในภายหลังได้” โจนาธาน เฟนบีย์ นักข่าวของไฟแนนเชียลไทมส์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว