
"ระบบการศึกษา" แดนอิเหนาจุดอันตรายสกัดเศรษฐกิจรุ่ง
เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศอินโดนีเซีย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมาพร้อมข้อได้เปรียบในเรื่องของจำนวนประชากรมหาศาลกว่า 240 ล้านคน และเรื่องความอุดมล้นเหลือของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้สายตาของบรรดานักลงทุนทั่วโลกไม่อาจมองข้ามดินแดนแห่งนี้ได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยังได้รับการยอมรับรับรองอย่างพร้อมเพรียงจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ทั้ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นด้วยการยกให้แดนอิเหนาแห่งนี้คือประเทศที่อยู่ในระดับที่น่าลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะโดดเด่นเตะตามากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศแห่งนี้จะแข็งแกร่งไร้จุดอ่อนใดๆ ให้ต้องวิตกทุกข์ร้อน
และ “ระบบการศึกษา” โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นภัยร้ายแรงเร่งด่วนที่ประเทศอินโดนีเซียกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้
เพราะระบบการศึกษาที่อ่อนแอและขาดแคลน ได้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เนื่องจากตลาดแรงงานไม่สามารถป้อนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและทักษะความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบได้
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้บรรดานักลงทุนและนักธุรกิจในอินโดนีเซียต้องปวดหัวกับการคัดสรรแรงงาน “คน” หนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง
ทั้งนี้ รายงานฉบับล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ที่เจาะประเด็นเรื่องระบบการศึกษา ได้กลายเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงปัญหาข้างต้นได้เป็นอย่างดี โดยรายงานระบุชัดว่า นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียปัจจุบันมักจะขาดทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างที่นายจ้างต้องการ
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ยังกล่าวไว้อย่างชัดเจนอีกว่า หนุ่มสาวอินโดนีเซียที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ ยังมีช่องว่างระหว่างทักษะในการคิด เทคนิค และพฤติกรรมการวางตัวให้เหมาะสมอยู่มาก อีกทั้งนักศึกษาจบใหม่ราว 20-25% จำเป็นต้องรับการฝึกอบรมเพื่อเข้าทำงานอีกครั้ง
ความร้ายแรงของปัญหาด้านการศึกษาและทรัพยากรบุคคลของอินโดนีเซีย ยังได้รับการตอกย้ำจากผลการจัดอันดับสถาบันการศึกษาระดับสูงของเว็บไซต์ ไทมส์ ไฮเออร์ เอดูเคชัน แรงกิงส์ (Times Higher Education Rankings) ที่พบว่า มหาวิทยาลัยรัฐ 92 แห่งทั่วประเทศ และมหาวิทยาลัยเอกชนอีก 3,000 กว่าแห่งของอินโดนีเซีย ไม่ติดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยดีเด่นของโลกเลย
ทั้งนี้ การที่ประเทศซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเบอร์ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แถมยังได้รับการยกย่องเทียบชั้นกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และแอฟริกาใต้ (บริกส์) กลับมีระบบการศึกษาที่อ่อนด้อย นับเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับสถานะความแข็งแกร่งของประเทศเป็นอย่างยิ่ง
เพราะอย่างน้อย มหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศบริกส์ สัก 12 แห่งนั้น ต่างมีชื่อติดอยู่ใน 400 อันดับดังกล่าวทั้งสิ้น
ลีนา มาเรียนติ นักสรรหาบุคลากร (เฮดฮันเตอร์) จาก เจเอซี รีครูตเมนต์ บริษัทด้านการค้นหาและคัดสรรทรัพยากรบุคคลชื่อดังแห่งกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เผยถึงประสบการณ์ที่เคยพบว่า นายจ้างชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมักปฏิเสธที่จะจ้างผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศตามที่ทางบริษัทแนะนำไปให้มากกว่าครึ่ง
“เราเสนอคนที่ดีที่สุดไปให้แล้ว ทว่าแม้แต่คนที่ดีที่สุดของเราก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์หรือความต้องการตามที่นายจ้างต้องการได้เลย” มาเรียนติ กล่าวต่อสำนักข่าวเอเอฟพี พร้อมเสริมต่อว่า เหล่านายจ้างต่างวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความผิดหวังต่อสถาบันการศึกษาในประเทศที่ไม่สามารถถ่ายทอดปลุกปั้นให้นักศึกษามีทักษะความรู้ที่จะประยุกต์นำเอาทฤษฎีมาลงมือปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จบการศึกษาในอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการคิดเชิงวิเคราะห์ และความเป็นผู้นำ แต่ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คือ การขาดแคลนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ในบริษัทที่กำลังจะเข้ามาทำงานด้วย
ความคิดเห็นจากประสบการณ์ของ มาเรียนติ สอดรับกับคำกล่าวของ รีนา ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากบริษัทด้านอุตสาหกรรมเคมีแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงความเห็นไว้ว่า นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียมักจะขาดซึ่งแนวคิดที่เหมาะสมต่อการทำงาน
“เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าเหล่าหนุ่มสาวที่เห็นอยู่จะจบการศึกษาออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะพวกเขาสมัครงานโดยปราศจากจดหมายแนะนำตัวว่าพวกเขามีความสามารถอะไรบ้างที่จะมาทำงานกับเราได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียกมาสัมภาษณ์ให้เสียเวลา” รีนา กล่าว โดยอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า นักศึกษาจบหมาดๆ ที่มาสมัครงานล้วนแล้วแต่เป็นคนประเภทที่ต้องคอยป้อนคอยบอกให้ทำงานต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
และด้วยปัญหาที่เป็นอยู่นี้เองส่งผลให้นักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพ หรือมีฐานะ จึงเลี่ยงด้วยการหันไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ขณะที่บางคนถึงขนาดดิ้นรนหาทุนการศึกษาไปเรียนเมืองนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นได้จากรายงานองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ฉบับล่าสุดที่ระบุว่า ในปี 2552 มีนักศึกษาชาวอินโดนีเซียออกมาศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศมากกว่า 3.2 หมื่นคน
ทั้งนี้ ความนิยมชมชอบในการเดินทางไปศึกษาต่างประเทศของชาวอินโดนีเซียกำลังพุ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดีกรีที่ได้มาเป็นเสมือนใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในชีวิต โดยประวัติการศึกษาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ หรือนักธุรกิจชั้นแนวหน้า ก็ล้วนแล้วแต่พ่วงฐานะนักเรียนนอกทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่มักจะจบมาจากสหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์
ซามาโจโน ซูวิโต ประธานสมาคมที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่างประเทศแห่งอินโดนีเซีย กล่าวว่า แม้ขณะนี้รัฐบาลอินโดนีเซียจะตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และเริ่มหันมาปรับปรุงระบบการศึกษาในประเทศให้ดีขึ้นและก็กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีในขณะนี้ ทว่า เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกันแล้ว การศึกษาของอินโดนีเซียก็ยังจัดได้ว่าแย่อยู่ดี
“จีน อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และล่าสุดคือไทย ต่างหันมามุ่งเน้นด้านการพัฒนาระบบการศึกษาผ่านทางการทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมาก และแม้ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียจะหันมาทุ่มเทให้กับการพัฒนาการศึกษาอย่างมาก ทว่าความคืบหน้าก็เป็นไปอย่างช้าๆ” ซูวิโต กล่าว
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การพัฒนาระบบการศึกษาในอินโดนีเซียยังคงล่าช้านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก “การทุจริตคอร์รัปชัน” ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วทุกอณูของสังคมอินโดนีเซียในปัจจุบัน
งบประมาณการศึกษาจำนวนมากที่รัฐบาลทุ่มเทมักจะโดนมือดียักยอกไป ขณะที่การบำรุงรักษาอาคารเรียนที่มีการจัดการบริหารอย่างไม่มีระบบก็ส่งผลนำไปสู่เหตุอาคารพังถล่มลงมาในบางครั้ง
ขณะที่การศึกษาที่ยังพัฒนาไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์การศึกษา รวมถึงตัวของอาจารย์ผู้สอนไม่ได้มาตรฐาน
“อาจารย์บางท่านที่สอนผมอยู่ๆ ก็สอนแบบขอไปที ทั้งการเลื่อนการเรียนการสอนออกไป หรือไม่มาสอนโดยไม่บอกไม่กล่าว” เลนทารี เวนกี นักศึกษาวัย 19 ปี จากคณะการบริหารด้านสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย กล่าวแสดงความผิดหวังต่อระบบการศึกษาในประเทศ
กระนั้นสิ่งที่ดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าปัญหาข้างต้นก็คือค่านิยมการทุจริตของเหล่านักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันที่ไม่สนว่าจะทำวิธีไหน เพียงแต่ขอให้สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็พอ ซึ่งความร้ายแรงของปัญหาดังกล่าวรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติไปแล้ว
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า หากอินโดนีเซียยังมุ่งหวังจะเป็นผู้นำของอาเซียนและก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหน้าใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่อินโดนีเซียจะต้องแก้อย่างเร่งด่วน นั่นคือการพัฒนาระบบการศึกษา และขจัดการทุจริตที่เป็นเสมือนก้อนเนื้อร้ายออกไปอย่างเร่งด่วน
เพราะระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยมเป็นที่มาของการสร้างคนที่มีคุณภาพ และคนที่มีคุณภาพเหล่านั้นก็จะผลิดอกออกผลกลายมาเป็นพลังสำคัญในการสรรค์สร้างและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป







