
ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง (12)
หลายวันก่อนมีลูกค้าถามผ่านหน้าเฟซบุ๊กมาว่า “วางแผนไป HakoneKawaguchiko (ค้าง 1 คืน) แล้วกลับไปเที่ยวต่อในโตเกียว ใช้เวลารวมประมาณ 6 วัน ถ้าใช้ JR Pass จะคุ้มมั้ยคะ” ผมตอบไปว่า “ไม่คุ้ม ให้ใช้แค่ Hakone Free Pass และตั๋วแบบเที่ยวเดียวในโตเกียว” คำถามแนวนี้ทำให้ผมรู้ว่า เดี๋ยวนี้คนไทยรู้จักการเดินทางโดยรถไฟในญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งเมื่อพูดถึงรถไฟแล้ว นักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองส่วนใหญ่คงคุ้นชินกับคำว่า Japan Rail Pass หรือ JR Pass กันไม่น้อย เหมือนกับคุณลูกค้าที่ถามผมมา เพราะเจ้าตั๋วนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมาก ทั้งชาวไทยและชาวเทศ ถ้าเปรียบตั๋ววันเป็นมีดพกเหมาะกับการรบระยะประชิด ตั๋ว JR Pass ก็เปรียบได้กับธนูที่หวังผลระยะยาว ยิ่งไกลยิ่งคุ้ม
หลายวันก่อนมีลูกค้าถามผ่านหน้าเฟซบุ๊กมาว่า “วางแผนไป HakoneKawaguchiko (ค้าง 1 คืน) แล้วกลับไปเที่ยวต่อในโตเกียว ใช้เวลารวมประมาณ 6 วัน ถ้าใช้ JR Pass จะคุ้มมั้ยคะ” ผมตอบไปว่า “ไม่คุ้ม ให้ใช้แค่ Hakone Free Pass และตั๋วแบบเที่ยวเดียวในโตเกียว” คำถามแนวนี้ทำให้ผมรู้ว่า เดี๋ยวนี้คนไทยรู้จักการเดินทางโดยรถไฟในญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งเมื่อพูดถึงรถไฟแล้ว นักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองส่วนใหญ่คงคุ้นชินกับคำว่า Japan Rail Pass หรือ JR Pass กันไม่น้อย เหมือนกับคุณลูกค้าที่ถามผมมา เพราะเจ้าตั๋วนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมาก ทั้งชาวไทยและชาวเทศ ถ้าเปรียบตั๋ววันเป็นมีดพกเหมาะกับการรบระยะประชิด ตั๋ว JR Pass ก็เปรียบได้กับธนูที่หวังผลระยะยาว ยิ่งไกลยิ่งคุ้ม
มารู้จักกับตั๋ว JR Pass กันพอสังเขปก็แล้วกันครับ สำหรับท่านที่ยังมือใหม่ ส่วนท่านที่เข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือแล้วก็ผ่านๆ ไปเลยละกัน ตั๋ว Japan Rail Pass นี้เป็นตั๋วที่ขายให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะสำหรับคนไทยที่มีสิทธิซื้อจะต้องมีวีซ่าท่องเที่ยว หรือ Visitor ถ้าเป็นวีซ่าทำงานหรือนักเรียนจะไม่สามารถซื้อได้ หลายท่านอาจจะคิดว่าสนิทสนมกับบริษัททัวร์เป็นพิเศษคงจะสามารถซื้อได้ แต่...ช้าก่อน คุณกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิ่งที่ท่านซื้อจากบริษัททัวร์ไม่ใช่ตั๋ว แต่เป็นคูปอง (Voucher) สำหรับไปแลกตั๋วที่ญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าท่านไปซื้อคูปองนี้กับบริษัททัวร์ โดยหลักการแล้วหน้าที่ของบริษัททัวร์มี 2 อย่าง อย่างแรก คือ ตรวจสอบแผนการเดินทางของท่านอย่างคร่าวๆ เพื่อพิจารณาว่าการที่ท่านนำตั๋ว JR Pass นี้ไปแล้วใช้ได้อย่างคุ้มค่าไหม หลายท่านอาจจะหาว่าผมบ้า ขายๆ ไปเหอะ ก็ลูกค้าเขาอยากซื้อ แต่สำหรับผม ผมคิดว่าสาระสำคัญของการซื้อตั๋ว JR Pass มันอยู่ที่ตรงคำว่า “คุ้มค่า” ครับ ถ้าซื้อไปแล้วไม่คุ้มจะซื้อไปทำไม อานุภาพของ JR Pass มันอยู่ที่การใช้ตั๋วใบนี้ขึ้นรถไฟของ JR ได้ทุกอย่าง แต่ไม่ทุกประเภททั้งรถไฟธรรมดา (JR Line) รถบัส เรือเฟอร์รี ถ้ามีตรา JR ใช้ได้หมด แต่ถ้าเป็น Shinkansen ในบางเส้นทาง อาจจะใช้ไม่ได้ทุกประเภทของขบวนรถ เช่น สายยอดนิยมอย่าง Tokaido Line ไม่สามารถใช้กับขบวน Nozomi หรือรถไฟมหาด่วนได้ ใช้ได้แค่กับขบวนด่วน Hikari และรถหวานเย็น Kodama เท่านั้น
ผมขอยกตัวอย่างดู เอาเส้นทางยอดนิยมเลย สำหรับท่านที่จะวางแผนไปเที่ยวเองโดยมีแผนการเดินทางจากโตเกียวไปจนจบโอซากา มักจะชอบซื้อตั๋ว JR Pass กัน แต่ถ้าท่านลองพิจารณาค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแล้ว ท่านอาจจะพบว่ามันไม่คุ้มค่า สมมติว่าท่านซื้อตั๋วเครื่องบินไปลงที่สนามบินนาริตะและออกจากสนามบินคันไซ ตั๋วรถไฟใบแรกที่ท่านต้องใช้คือ Narita Express มูลค่า 2,940 เยน เข้าไปถึงโตเกียว เที่ยวโตเกียว 2 วัน ไปเกียวโตต่อโดยรถไฟ Shinkansen มูลค่าประมาณ 1.3 หมื่นเยน เที่ยวในเกียวโต 2 วัน แล้วแวะโอซากาโดยการนั่ง Shinkansen อีกประมาณ 3,000 เยน ขากลับนั่งรถไฟไปสนามบินคันไซโดยสาย Haruka อีกประมาณ 3,000 เยน รวมทั้งหมดแล้วเป็นเงินประมาณ 2.2 หมื่นเยน ผมรวมค่าตั๋วรถไฟในโตเกียว เกียวโต โอซากา ให้อีกวันละ 5,000 เยน (ซึ่งใช้ไม่เคยถึงเลย) ก็แค่ 2.7 หมื่นเยน แต่ตั๋ว JR Pass แบบ 7 วัน ในชั้นธรรมดา (Ordinary) ราคาอยู่ที่ 2.83 หมื่นเยน คิดแบบง่ายๆ เร็วๆ ก็ไม่คุ้มแล้วครับ
ตัวอย่างของการใช้ตั๋ว JR Pass ให้คุ้มต้องเป็นนักเดินทางอย่างที่หลายๆ ท่านเป็น คือ เน้นการเดินทางข้ามภูมิภาคหลายๆ ครั้ง เช่น บางท่านซื้อตั๋วโปรโมชันของสายการบินได้ในราคาถูก แต่สายการบินนั้นบินเข้าออกแค่สนามบินเดียว คือ Narita และท่านมีแผนการเดินทางเหมือนกับตัวอย่างแรก อันนี้คุ้มเลย เพราะขาไปจนถึงโอซากาก็ร่วม 2 หมื่นเยนแล้ว ขากลับจากโอซากาไล่มาจนถึงสนามบินนาริตะ ยังไงก็เกิน 1.5 หมื่นเยน เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะซื้อคูปอง Japan Rail Pass กรุณาตรวจสอบเส้นทางเสียก่อน ถ้าไม่มั่นใจ ควรให้บริษัทที่ท่านจะซื้อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นให้ ถ้าเขาไม่ตรวจให้ ท่านก็พิจารณาเอาเองว่าจะซื้อกับเขาหรือไม่ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมมักจะไม่ขายตั๋ว JR Pass ให้กับท่านที่นำไปใช้แล้วไม่คุ้ม เพราะการใช้ตั๋ว JR Pass ให้คุ้มนั้น ผมคิดว่าเป็นทุกขลาภอย่างหนึ่ง เพราะเราจะต้องดันทุรังใช้มันให้คุ้มให้จงได้ แต่หลายครั้งที่รถไฟ JR มันไม่ตอบโจทย์ของการเดินทางจริงๆ ครับ การใช้ตั๋ว JR Pass ให้คุ้มค่ามักจะต้องแลกกับการเดินทางที่มากเป็นพิเศษ ไม่เหมาะกับท่านที่ชอบเที่ยวแบบสบายๆ และใช้เวลาในแต่ละที่นานๆ แต่สำหรับท่านที่ตั้งใจจะเที่ยวทั่วญี่ปุ่นใน 7 วัน หรือ 14 วัน รับรองว่าท่านได้ใช้ตั๋วรถไฟคุ้มแน่นอนครับ
ถ้าเรื่องความคุ้มค่าผ่าน คราวนี้ก็มาถึงเงื่อนไขที่สอง คือ ความถูกต้อง อย่างที่แจ้งไว้ในเบื้องต้นว่า ประเภทของวีซ่าต้องถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องจะเกิดอะไรขึ้น ท่านเสียเงินซื้อคูปองไปแล้ว เดินทางไปถึงญี่ปุ่น แต่แลกคูปองเป็นตั๋วไม่ได้ครับ เขาไม่ยอมจริงๆ เพราะผิดเงื่อนไข ท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ไม่ต้องใช้วีซ่าจะตรวจสอบอย่างไร เขาดูตรงตราประทับจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองว่าเข้ามาแบบไหน เรียกว่าถ้าต้นทางบอกโอเค ปลายทางก็โอด้วย อีกเรื่องที่ผิดพลาดไม่ได้ คือ ชื่อและนามสกุล ต้องตรงกันกับในหนังสือเดินทาง เพราะหลักฐานประกอบการแลกคูปอง คือ ต้องใช้หนังสือเดินทางควบคู่กัน ถ้าไม่ต้องก็หวานหมูพรรคพวกเพื่อนพ้องน้องพี่กันไปแล้ว เจ้าหน้าที่เขาจะตรวจสอบชื่อ นามสกุล วีซ่าและตราประทับเข้าออกของท่าน ถ้าทุกอย่างถูกต้องครบถ้วน ท่านก็จะได้ตั๋ว JR Pass ออกมา ซึ่งบนตั๋ว (ที่หน้าตาเป็นกระดาษแข็งพับได้) ก็จะระบุตัวตนของท่านและวันหมดอายุ แล้วทีนี้ท่านก็เป็นพยัคฆ์ติดล้อ จะขึ้นยานพาหนะของ JR กี่เที่ยวกี่รอบก็สุดแต่พละกำลังของท่านแล้วครับ
ข้อดีของ JR Pass อีกประการ คือ ท่านสามารถสำรองตั๋วล่วงหน้าได้และสำรองที่นั่งได้ นั่นหมายถึงว่า ถ้าท่านวางแผนมาอย่างดีเยี่ยม ท่านสามารถไปจองตั๋วที่ห้องขายตั๋วในสถานีรถไฟ JR ได้ทุกแห่ง ตั๋วที่ท่านถืออยู่ (ที่เป็นกระดาษแข็งพับได้) ใช้ผ่านชานชาลารถไฟ JR ได้ ใช้ขึ้นรถบัสได้ ใช้ลงเรือเฟอร์รีได้ แต่ใช้ผ่านชานชาลาของรถไฟ Shinkansen ไม่ได้ ต้องไปออกตั๋วรถไฟชิงกังเซนเสียก่อน ผมถึงบอกว่า ถ้าท่านวางแผนมาดี แลกตั๋วทีเดียวให้เสร็จจะได้ประหยัดเวลา เพราะห้องขายตั๋วของ JR นั้นจะแน่นเกือบตลอดวัน ยิ่งถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วนหรือวันหยุด คนยิ่งแน่น ถ้าท่านไม่ออกตั๋วไว้ล่วงหน้าแล้วไปออกตั๋วเอาตอนที่ท่านเดินทางเลย ก็มีโอกาสที่ท่านจะพลาดขบวนที่ท่านต้องการ ผมเคยไปช่วงปีใหม่แล้วชะล่าใจต้องรอรถไฟเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะได้ตั๋ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ที่นั่งไม่สูบบุหรี่ พลาดกันมาเยอะจากการไม่ออกตั๋วล่วงหน้า ถ้าอยากไปก็ต้องนั่งตู้สูบบุหรี่ แต่ถ้าไม่ก็ต้องรอไปอีกหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นมีอาวุธดีอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องรู้จักคุณสมบัติของอาวุธนั้น และรู้จักการใช้อาวุธนั้นด้วย ไม่อย่างงั้นอาวุธดีอาจจะกลายเป็นแค่กระบองท่อนเดียวก็ได้ครับ







