
วิกฤตคือโอกาสถึงเวลาทุนจีนกว้านซท้อยุโรป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทุกวิกฤตการณ์ย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ด้วยเสมอ หากสามารถเข้าใจและมองเห็น และในวิกฤตการณ์ยูโรโซนครั้งนี้ ก็กำลังเป็นโอกาสของหลายคนที่ถือเงินสดไว้อยู่ในมือ
จึงไม่น่าแปลกใจที่จีน ซึ่งมีทุนสำรองระหว่างประเทศไว้มากถึงกว่า 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นผู้กำโอกาสของการ “กว้านซื้อกิจการ” ในยุโรปอย่างเมามือในขณะนี้
ฟอร์บส์ได้รายงานอ้างการเปิดเผยของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน โรเดียม กรุ๊ป ว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนโดยตรงจำนวนมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในจีน ซึ่งมีการเข้าไปลงทุนหรือซื้อกิจการในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง3 เท่าตัว ในระหว่างปี 2549-2552 จากนั้นจำนวนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 3 เท่า ภายในปี 2554 อยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อตกลงซื้อขายกิจการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากที่ไม่ถึง 50 ฉบับ กลับเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 100 ฉบับ ระหว่างปี 2553-2554
การเข้าไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของจีนในยุโรปนั้นยังค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องใหม่ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทลงทุนระหว่างประเทศในจีนมักจะแสวงหาเป้าหมายบริษัทด้านทรัพยากรธรรมชาติในบราซิลหรือแอฟริกา
ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้จีนได้เดินหน้าไปยังยุโรปมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อให้เข้าถึงนวัตกรรมและทักษะทางด้านเทคโนโลยีของยุโรป รวมถึงการเข้าไปซื้อต่อโครงการก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ และการเข้าไปลงทุนเพื่อให้เข้าถึงตลาดใหม่ๆ
เมื่อปีที่แล้ว บริษัท ไชนา แนชันนัลบลูสตาร์ คอร์ป ได้ซื้อกิจการบริษัท เอลเคม ซึ่งเป็นผู้ผลิตซิลิคอนและชิ้นส่วนคาร์บอนรายใหญ่จากนอร์เวย์ ในวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กลุ่มทุน โฟซัน กรุ๊ป ก็ได้ซื้อหุ้นของกลุ่มท่องเที่ยวรายใหญ่ในฝรั่งเศส คลับเมด จำนวน 7.1% ในปี 2553
ข้อตกลงข้ามพรมแดนระหว่างจีนและยุโรปในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2554 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 573 ฉบับ นำโดยเยอรมนี ซึ่งมีการบรรลุข้อตกลงกับจีนถึง 146 ฉบับ และหากคิดตามมูลค่าของสัญญาแล้ว จีนจรดปากกากับฝรั่งเศส 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ กับอังกฤษ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และเยอรมนี 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ภาคธุรกิจซึ่งมีการตกลงซื้อขายกันก็เริ่มมีความหลากหลายขึ้น จากธุรกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ไปสู่อุตสาหกรรมหลายแขนงทั่วยุโรป โดยการกว้านซื้อส่วนใหญ่นั้นมาจากภาคเอกชนของจีน ทว่าหากคิดตามมูลค่าของการซื้อกิจการแล้ว บริษัทของรัฐบาลจีนยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 จากเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด
จากรายงานของบริษัท โรเดียม กรุ๊ป พบว่า ภาคส่วนที่มีการลงทุนขนาดใหญ่เกินพันล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปนั้น นำโดย 4 กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ ได้แก่ สาธารณูปโภค เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และกลุ่มพลังงานด้านถ่านหินน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
ประเทศฝั่งยุโรปที่กลุ่มทุนจีนบินไปจรดปากกาด้วยมากที่สุดนั้น คือ ฮังการี และกรีซ ซึ่งดึงดูดในแง่ของการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ หยันไท่ วันหัว โพลียูรีเทน กลุ่มเคมีภัณฑ์รายใหญ่จากจีนที่เข้าไปซื้อบริษัทเคมีภัณฑ์ของฮังการี บอร์สดเคม วงเงิน 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่กรีซก็เพิ่งตกลงสัญญาเช่าซื้อท่าเรือ ปิเรอุส ให้กับบริษัท คอสโค ของจีน ในวงเงินกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโฉมท่าเรือขนส่งสินค้าแห่งนี้ให้ทันสมัยมากขึ้น และทางฝั่งสวีเดนนั้นก็ได้ขายแบรนด์รถยนต์หรู วอลโว่ ในวงเงิน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับบริษัท จี๋ลี่ ของจีน ส่วนทางด้านโรมาเนีย ก็กำลังดึงดูดนักลงทุนจีนให้เข้าไปซื้อกิจการที่ยังไม่แล้วเสร็จ
แม้ว่าการซื้อกิจการในยุโรปยังมีจำนวนน้อยกว่าในสหรัฐและญี่ปุ่น ทว่าก็เป็นแนวโน้มที่คาดว่าจะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ยุโรปกำลังประสบวิกฤตการณ์หนี้ครั้งใหญ่ และเป็นที่คาดว่าภายในปี 2563 หรืออีก 8 ปีข้างหน้านี้ ตัวเลขการเข้าไปลงทุนของจีนในยุโรปอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว







