เปิดโปงด้านมืดสัตว์โลกแสนรัก 'เราหื่นกว่าที่คุณคิด!'
เล่นเอาบรรดาผู้รักเจ้า “เพนกวิน” เจ้าบ้านแห่งขั้วโลกใต้ตัวอ้วนกลมน่ารักน่ากอด เกิดอาการตระหนกตกใจจนแทบตกเก้าอี้ไปตามๆ กัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เล่นเอาบรรดาผู้รักเจ้า “เพนกวิน” เจ้าบ้านแห่งขั้วโลกใต้ตัวอ้วนกลมน่ารักน่ากอด เกิดอาการตระหนกตกใจจนแทบตกเก้าอี้ไปตามๆ กัน หลังมีการเปิดเผยบันทึกลับที่เปิดโปงพฤติกรรมทางเพศ “สุดฉาว” ที่เผยให้มนุษย์ได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว เจ้าเพนกวินเหล่านี้ “หื่น” กว่าที่พวกเราคิด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า บันทึกลับที่ถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่สุดแสนจะ “ผิดธรรมชาติ” ของเพนกวินพันธุ์ “อะเดลี” ซึ่งเขียนโดย นพ.จอร์จ เมอร์เรย์ เลวิค หนึ่งในทีมสำรวจขั้วโลกใต้ของ กัปตันโรเบิร์ต ฟัลคอน สกอตต์ ในภารกิจที่รู้จักกันดีในชื่อ “การสำรวจเทอร์รา โนวา” ได้ถูกเก็บงำมานานนับร้อยปี ตั้งแต่ที่มีการค้นพบเมื่อปี 1910 เนื่องจากถูกมองว่าเป็นบันทึกที่มีเนื้อหาหวือหวา น่ารังเกียจ และรุนแรงมากที่สุดในยุคนั้น
มีเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านเพนกวินเพียง 100 คนเท่านั้น ที่รับรู้และคัดลอกข้อมูลดังกล่าวอย่างลับๆ ก่อนที่จะซ่อนไว้อย่างมิดชิดรวมกับเอกสารเกี่ยวกับนกฉบับอื่นๆ
แต่แล้ว โลกก็ถึงคราวตาสว่าง เมื่อ ดักลาส รัสเซลล์ ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอังกฤษ ได้บังเอิญไปเจอบันทึกลับดังกล่าวและนำไปตีพิมพ์ลงในวารสารออนไลน์เกี่ยวกับสัตว์โลกที่มีชื่อว่า “โพลาร์ เรกคอร์ด” เมื่อไม่นานมานี้
จะไม่ให้ถูกมองว่าหวือหวาหรือรุนแรงอย่างไรไหว เพราะพฤติกรรมของ “เพนกวินอะเดลี” ที่ นพ.เลวิค เฝ้าบันทึกทุกรายละเอียดนั้น ล้วนส่อให้เห็นถึงพฤติกรรมทางเพศที่ผิดธรรมชาติและผิดวิสัยของการ “ฟีตเจอริง” หรือการผสมพันธุ์เพื่อผลิตลูกของสัตว์โลกทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ไล่กันไปตั้งแต่ แนวโน้มพฤติกรรม “เบี่ยงเบนทางเพศ” ของเพนกวินหนุ่มสาว ทั้งวัยเยาว์และวัยเจริญพันธุ์ พฤติกรรม “ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน” ไปจนถึง “พฤติกรรมการบังคับขืนใจให้ผสมพันธุ์” “การคุกคามทางเพศต่อลูกเพนกวิน” และที่น่าตกใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น พฤติกรรม “ชอบมีเพศสัมพันธ์กับศพ”!
เรียกได้ว่า การค้นพบดังกล่าวทำเอา นพ.เลวิค รู้สึกช็อกจนแทบกรี๊ดออกมาเป็นภาษากรีก แต่เมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนค้นพบนั้นจะกลายเป็นข้อมูลชั้นยอดที่พลิกวงวิชาการสัตว์โลกในอนาคต นพ.เลวิค จึงตัดสินใจถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ได้เห็น ด้วยการพร่ำเพียรจดข้อมูลทั้งหมดเป็นบันทึกลับภาษากรีกแทน
“ผมเห็นเพนกวินแสดงพฤติกรรมในลักษณะการผสมพันธุ์กับเพนกวินเพศเมียที่ตายแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะตายมานานกว่าหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ นานกว่าหนึ่งนาที ช่างเป็นพฤติกรรมที่ผิดวิสัยจากสิ่งที่สัตว์โลกกระทำอย่างน่าฉงน” นพ.เลวิค บรรยายเหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 1911
ขณะที่บันทึกของวันที่ 6 ธ.ค.ปีเดียวกัน ระบุว่า “วันนี้ผมได้เห็นพฤติกรรมที่น่าหดหู่อีกครั้ง เพนกวินตัวหนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณหลังเท้า และกำลังคลานอย่างทุกข์ทรมานโดยใช้หน้าท้องไถไปกับพื้น ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะช่วยมันหรือไม่ เพนกวินเพศผู้ตัวหนึ่งได้ขึ้นคร่อมและผสมพันธุ์กับมันต่อหน้าต่อตาผม”
การเปิดเผยข้อมูลบันทึกลับในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการค้นพบที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการ แต่ได้ลบภาพ “น่ารัก” ของเจ้าเพนกวินแห่งทวีปแอนตาร์กติกตามแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์ชื่อดังไปโดยสิ้นเชิง
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เพนกวิน ไม่ใช่สัตว์โลกแสนน่ารักเพียงชนิดเดียวที่มีพฤติกรรมทางเพศแปลกสุดขั้วเกินกว่าจะคาดเดา เพราะ “แมงมุมเพื่อนรัก” ก็เป็นสัตว์โลกอีกพันธุ์ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่โหดไม่แพ้ใคร นั่นก็คือ การตัดตอนอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเองทิ้งหลังเสร็จกิจ!
เรียกได้ว่า เป็นวิวัฒนาการการเอาชีวิตรอดของแมงมุมชนิด Nephilengys Malabarensis เพศผู้อย่างแท้จริง อันเป็นผลมาจากที่แมงมุมเพศ เมียชนิดนี้มีกิตติศัพท์เลื่องลือว่าเป็น “แมงมุมกินผัว” หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ หากแมงมุมตัวเมียเกิดไม่พอใจที่ตัวผู้ “ฟีตเจอริง” นานเกินไป แมงมุมตัวเมียก็จะทำการจับตัวผู้กินไม่ให้เหลือคราบในทันที แม้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่ก็ตาม โดยตามสถิติระบุไว้ว่า กว่า 75% ของแมงมุมชนิดนี้เพศผู้ถูกตัวเมียจับกินระหว่างผสมพันธุ์ทั้งสิ้น
ด้วยสาเหตุนี้เอง แมงมุมเพศผู้จึงมีวิวัฒนาการแก้เผ็ดแมงมุมเพศเมีย ด้วยการตัด “กล่องดวงใจ” ของตัวเองทิ้งให้คาอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเมียเสียเลย
ผู้เชี่ยวชาญด้านแมงมุม กล่าวว่า แม้ว่าการตัดตอนตัวเองจะเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานสำหรับแมงมุมหนุ่มวัยฉกรรจ์ ทว่าวิธีการดังกล่าวมีข้อดีอยู่หลายประการ คือ นอกจากเป็นการป้องกันไม่ให้แมงมุมตัวผู้ตัวอื่นเข้ามาแหยมและพยายามผสมพันธุ์ซ้ำรอยรักเดิมแล้ว ยังเป็นการลดน้ำหนักตัวของเพศผู้ เพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างคล่องแคล่วขึ้นอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการดังกล่าวยังส่งผลดีให้การผสมพันธุ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือทำให้เกิดการถ่ายเทสเปิร์มเข้าไปในตัวเมียได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ตัวผู้ไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวเมียเป็นเวลานานเกินไปจนเสี่ยงต่อการถูกจับกินเอาได้ง่ายๆ
“เพราะแมงมุมเพศผู้เหล่านั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้ว พวกมันจึงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้อง ‘ผลิตผล’ ที่จะเกิดขึ้นมาดูโลกอย่างถึงที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญด้านแมงมุมกล่าว
แต่หากจะให้พูดถึงพฤติกรรมทางเพศของสัตว์โลกที่เรียกได้ว่า ติดท็อปเทนความแปลกและถือเป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างที่สุด คงหนีไม่พ้นพฤติกรรมทางเพศของปลาเทราต์สีน้ำตาล
ใครจะไปเชื่อว่า มนุษย์เพศหญิงบนโลกนี้ไม่ใช่สัตว์โลกชนิดเดียวที่สามารถแกล้งถึงจุดสุดยอดเพื่อให้ฝ่ายชายรู้สึกดีและถึงขั้นตายใจได้ เพราะ “ปลาเทราต์สีน้ำตาล” ก็สามารถแกล้งถึงจุดสุดยอดได้เช่นเดียวกัน
เอริค ปีเตอร์สัน คณะกรรมการสมาคมการประมงแห่งชาติสวีเดน เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการผสมพันธุ์ของปลาเทราต์ทั้งหมด 117 ครั้ง พบว่า ปลาเทราต์เพศเมียแกล้งถึงจุดสุดยอดถึง 69 ครั้งทีเดียว
พฤติกรรมแกล้งถึงจุดสุดยอดนี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อปลาเทราต์เพศเมียวิเคราะห์สถานการณ์แล้วว่า สเปิร์มของเพศผู้อยู่ในระยะที่ห่างจากไข่จนเกินไป หรือกระแสน้ำแรงเกินไปที่สเปิร์มจะลอยเข้าไปเจาะและฝังตัวอยู่ในไข่ได้สำเร็จ เพศเมียจึงตัดสินใจหยุดกระบวนการผสมพันธุ์และแกล้งว่าปล่อยไข่ออกมาแล้วทันที
เพราะอย่างไรแล้ว กระบวนการผสมพันธุ์ครั้งนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ จะให้กระทำต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ปลาเทราต์เพศเมียจึงตัดสินใจตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อเริ่มต้นการผสมพันธุ์ครั้งใหม่อย่างเร็วที่สุดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม รัสเซลล์ และวิลเลียม สลาเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์โลก โดยเฉพาะด้านเพนกวินอะเดลี ประจำมหา วิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ กล่าวแย้งว่า มนุษย์ไม่ควรที่จะนำแนวคิดด้านมานุษยนิยมมาใช้เปรียบเทียบกับพฤติกรรมของสัตว์ชนิดต่างๆ แต่ควรตีความพฤติกรรมในบริบทของสัตววิทยา
เพราะอย่างไร “สัตว์ก็ไม่มีวันเหมือนคน”
วิลเลียม ได้ยกตัวอย่างชี้แจงพฤติกรรมแนวโน้มเบี่ยงเบนทางเพศของเพนกวินตัวผู้ที่มักแสดงพฤติกรรมคล้ายกับว่าจะผสมพันธุ์กับเพศเดียวกันนั้น แท้จริงแล้วเป็นพฤติกรรม “อ่อย” เพศเมียให้เข้ามาติดกับเท่านั้น เนื่องจากจำนวนประชากรเพนกวินเพศเมียลดปริมาณลงอย่างหนัก ทำให้เพนกวินตัวผู้จำเป็นต้องคิดค้นหาวิธีการเอาตัวรอดเพื่อผสมพันธุ์ต่อไปนั่นเอง ดังนั้น การตัดสินเปรียบเทียบว่าเพนกวินเป็นสัตว์ที่เบี่ยงเบนทางเพศนั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องทั้งหมดทีเดียว
พูดให้เข้าใจง่ายคือ เราไม่สามารถตัดสินพฤติกรรมของสัตว์โลกเหล่านี้ว่า “แปลกประหลาด” ด้วยการนำเกณฑ์พฤติกรรมทางเพศของมนุษย์เข้ามาตัดสิน
เพราะถึงแม้ว่าสัตว์จะมีพฤติกรรมทางเพศคล้ายมนุษย์ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่หาก “คน” เริ่มทำตัวเหมือน “สัตว์” เมื่อไรนี่สิน่าคิด!


