
สังคมมะกันคลั่งไคช้'ซอมบี' คดีซีอุย อิทธิพลสื่อ หรือความสิ้นหวัง?
“ชาวอเมริกันไม่ควรวิตกกังวล เพราะขณะนี้สหรัฐไม่ได้กำลังเผชิญกับหายนภัยซอมบี (ซอมบี อะโพคาลิปส์)”
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
“ชาวอเมริกันไม่ควรวิตกกังวล เพราะขณะนี้สหรัฐไม่ได้กำลังเผชิญกับหายนภัยซอมบี (ซอมบี อะโพคาลิปส์)”
นี่คือคำประกาศสุดช็อกจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติของสหรัฐ (ซีดีซี) ที่ทำเอาชาวอเมริกัน รวมทั้งผู้คนทั่วโลกตกตะลึงกันเป็นแถว
เพราะไม่น่าเชื่อว่าหน่วยงานของรัฐ ซึ่งในยามปกติจะมีหน้าที่เตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับโรครุนแรงชนิดต่างๆ แก่สาธารณชนชาวอเมริกัน และเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง จะออกประกาศเกี่ยวกับ “ซอมบี” หรือศพคืนชีพที่มักปรากฏในนวนิยายหรือภาพยนตร์สยองขวัญ
แถลงการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดกระแสข่าวลือหนาหูไปทั่วสหรัฐว่า “ซอมบีกำลังบุกประเทศ” โดยทางซีดีซีเผยว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากได้กระหน่ำโทรศัพท์มาที่ศูนย์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับวิกฤตซอมบีจนสายนั้นแทบไหม้เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม หากลองพินิจพิจารณาเหตุการณ์สุดสยองที่เกิดขึ้นในสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่า การที่ชาวอเมริกันบางส่วนจะเชื่อว่า “ซอมบีมีอยู่จริง” นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย
ไล่เรียงตั้งแต่เหตุหนุ่มมะกันคลุ้มคลั่ง วัย 31 ปี ถูกตำรวจเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ยิงเสียชีวิตขณะกำลังเขมือบใบหน้าของชายจรจัดริมถนนจนจมูกและดวงตาของเหยื่อหลุดเละเทะ
หรือจะเป็นกรณีของ ร็อกโก แมกนอตตา ดาราหนังโป๊เกย์ในแคนาดา ซึ่งฆาตกรรมและหั่นศพหนุ่มจีน ซึ่งเป็นคู่รัก ก่อนจะลอง “เปิบพิสดาร” กินหัวใจและสมองของเหยื่อ
เท่านั้นยังไม่พอ หนุ่มโรคจิตรายนี้ยังอัดคลิปขณะก่อเหตุ พร้อมกับนำชิ้นส่วนของเหยื่อมาแพ็กอย่างดีเพื่อส่งไปรษณีย์ไปยังสถานที่ราชการต่างๆ ในเมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา
งานนี้ไม่อยากจะนึกเลยว่า ผู้โชคร้ายที่ได้รับพัสดุดังกล่าวจะต้องฝันร้ายสักกี่คืน หลังเปิดเจอชิ้นส่วนศพอัดแน่นอยู่เต็มกล่อง
ขณะเดียวกันก็เกิดเหตุลักษณะเดียวกันที่รัฐลุยเซียนา เมื่อจู่ๆ คาร์ล จาเกิงโน ชายวัย 40 ปี กระโจนใส่เพื่อนบ้านและกัดหน้าอย่างแรงจนเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่บนใบหน้าของเหยื่อทันที
หรือจะเป็นคดีล่าสุด ที่ตำรวจไมอามีเข้ารวบตัวหนุ่มวัย 21 ปี ซึ่งอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งสุดๆ โดยมีการข่มขู่ว่าจะ “กิน” เจ้าหน้าที่ พร้อมแยกเขี้ยวโชว์และส่งเสียงขู่คำราม จนตำรวจต้องนำหน้ากากมาสวมบนหน้าชายคนดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวไปเผลอกัดใครเข้า
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ แสดงอาการไม่ต่างอะไรกับ “สัตว์” เลย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ คดีอันโหดเหี้ยมเหล่านี้ถูกตีแผ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐ โดยแน่นอนว่าเป็นภาพที่จะตามหลอกหลอนและตราตรึงชาวอเมริกัน รวมทั้งผู้คนทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน
และที่สำคัญ คือ ยิ่งตอกย้ำกระแส “คลั่งไคล้ซอมบี” (ซอมบีฟีเวอร์) ซึ่งกำลังมาแรงสุดๆ ในช่วงเวลานี้
เพราะแม้การสืบสวนเบื้องต้นจะบ่งชี้ว่า อาการคลุ้มคลั่งของผู้คนเหล่านี้จะมีสาเหตุจากการเสพยาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยา “คลาวด์ ไนน์” (Cloud 9) ซึ่งเป็นยาชนิดรุนแรงที่ก่อให้เกิดภาพหลอนและอาการคลุ้มคลั่ง ทว่า ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าอิทธิพลของยาจะส่งผลให้คนมีพฤติกรรม “ต่ำทราม” และ “อมนุษย์” ได้เช่นนี้
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการในสหรัฐพยายามใช้ซอมบีเป็นเครื่องมือในการหากิน ส่งผลให้สังคมอเมริกันมีความใกล้ชิดและเข้าใจในโลกของซอมบีมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์และซีรีส์ฮอลลีวูดแนวสยองขวัญที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวันสิ้นโลก และการฟื้นคืนชีพของศพ อย่าง “เดอะ วอล์กกิง เดด” หรือ “ดอว์น ออฟ เดอะ เดด” หรือจะเป็นวิดีโอเกมตาล่าซอมบียอดนิยมอย่าง “ซอมบี อะโพคาลิปส์” และ “เรสิเดนต์อีวิล”
นอกจากนี้ หลายบริษัทยังได้ฉวยโอกาสจาก “กระแสคลั่งไคล้ซอมบี” ด้วยการผุดสินค้าและบริการแนวใหม่ อาทิ เมื่อไม่นานมานี้เอง เสิร์ชเอนจินชื่อดังอย่าง “กูเกิล” เปิดตัวกูเกิล แมพ รูปแบบใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า “เซอร์ไววัล แมพ” โดยเป็นแผนที่ที่แสดงตำแหน่งแหล่งอาหารและอาวุธต่างๆ ทั่วสหรัฐ เพื่อช่วยให้ชาวอเมริกันสามารถเอาตัวรอดจากซอมบีได้
หรือจะเป็นแคมเปญโฆษณาที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในรัฐแคนซัส สร้างขึ้นเพื่อ “ย้ำเตือน” ให้ชาวอเมริกันซื้อสินค้าจำพวก “โซ่” และ “ปืนลมติดตะปู” ติดบ้านเอาไว้เผื่อสักวันต้องรับมือกับซอมบีจริง
และที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยก็คือ มีการเปิด “ค่ายซอมบี” ซึ่งเป็นคอร์สระยะเวลา 2 วัน ที่สอนวิธีการสู้กับซอมบีและการเอาตัวรอดในป่า
ค่ายดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐออริกอน และกำลังได้รับความนิยมสุดๆ ในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกัน จะสอนวิธีฆ่าซอมบีที่ถูกต้อง เช่น การใช้ดาบซามูไร ขวาน และแม้กระทั่ง “โฟม”
ยิ่งไปกว่านั้น คือ ยังสอนวิธีรักษาแผลถูกซอมบีกัด วิธีอำพรางตัวในป่าเพื่อหลบซอมบี และวิธีหาแหล่งน้ำดื่มที่ไม่ได้ปนเปื้อน
เรียกได้ว่า หากซอมบีบุกจริง ชาวอเมริกันก็คงจะสามารถเอาตัวรอดได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว
“สังคมอเมริกันปัจจุบันหลงใหลและคลั่งไคล้ซอมบีเป็นอย่างมาก” มาร์ธา ไวต์ นักเขียนจากไทม์ กล่าว โดยย้ำว่า ผู้คนอาจใช้ซอมบีเป็นสัญลักษณ์ของสังคมและโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ไวต์ ยังมองว่าคำทำนายที่ว่าโลกจะถึงกาลอวสานสิ้นปีนี้ ก็นับว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนหวาดกลัวและสิ้นหวังจนเริ่มมีความเชื่อประหลาดๆ
นอกจากนี้ นักเขียนรายนี้ยังกล่าวว่า หากมองในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับซอมบี้ก็คือ ความ “คล้ายคลึง” กับคนนั่นเอง
“ในความจริงแล้ว เราก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากซอมบีมากนัก เพราะทุกวันนี้เราเดินหน้าบริโภคโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ และก็ไม่เคยรู้สึก ‘พอ’ สักที ดังนั้นบางทีซอมบีก็สามารถสอนเราให้หยุดบริโภคก่อนที่ทุกอย่างที่ขวางหน้าจะพังทลายลง”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ไวต์ก็ได้ย้ำเตือนให้ผู้คนมี “สติ” อยู่ตลอดเวลา และอย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ
เพราะท้ายสุดแล้ว “ความหวาดกลัว” และ “ความงมงาย” ก็คือ เชื้อเพลิงชั้นดีที่สามารถจุดชนวนให้ข่าวลือเพียงเล็กๆ น้อยๆ ลุกลามเป็นวิกฤตที่ใหญ่โตได้







