
แด่...คุณครูจางที่รัก
ในบรรดาอาชีพที่เป็นแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงมนุษย์บนโลกใบนี้ มีอยู่อาชีพหนึ่งที่ถือว่ามีบทบาทอย่างมากต่อการบ่มเพาะคุณธรรมความรู้ให้แก่เยาวชนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติในวันข้างหน้า อาชีพที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ “ครู” หรือ “อาจารย์” ผู้ช่วยเปิดโลกกว้างในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ชาวจีนจึงยกย่องครูว่าเป็น “อาชีพที่มีความรุ่งโรจน์ที่สุด” เปรียบเหมือนแสงสว่างที่คอยนำทางให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า เราจึงพบเห็นผู้มีจิตวิญญาณแห่งการเป็นครูจำนวนไม่น้อยที่ยอมทุ่มเททั้งกายและใจ เพื่อให้เยาวชนของชาติก้าวสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในบรรดาอาชีพที่เป็นแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงมนุษย์บนโลกใบนี้ มีอยู่อาชีพหนึ่งที่ถือว่ามีบทบาทอย่างมากต่อการบ่มเพาะคุณธรรมความรู้ให้แก่เยาวชนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติในวันข้างหน้า อาชีพที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ “ครู” หรือ “อาจารย์” ผู้ช่วยเปิดโลกกว้างในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ชาวจีนจึงยกย่องครูว่าเป็น “อาชีพที่มีความรุ่งโรจน์ที่สุด” เปรียบเหมือนแสงสว่างที่คอยนำทางให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า เราจึงพบเห็นผู้มีจิตวิญญาณแห่งการเป็นครูจำนวนไม่น้อยที่ยอมทุ่มเททั้งกายและใจ เพื่อให้เยาวชนของชาติก้าวสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
มีคำถามชวนคิดเกิดขึ้นมาว่า “หากวันหนึ่งเกิดไปพบเห็นเด็กนักเรียนกำลังจะถูกรถชนต่อหน้าต่อตา เราในฐานะที่เป็นครูจะวิ่งเข้าไปช่วยหรือไม่?”
เรื่องราวประทับใจที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำของคืนวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา อาจารย์จางลี่ลี่ ฃจีลภ๖ภ๒ฃฉ ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการติวหนังสือให้นักเรียนชั้นมัธยม 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเจียมู่ ซือฃจผัฤพหนฃฉ ไม่ลังเลใจที่จะผลักนักเรียนคนหนึ่งออกจากวิถีของรถที่กำลังลื่นไถลมาอย่างไร้การควบคุม และใช้สะโพกบังเด็กนักเรียนอีกคนหนึ่งไว้ ผลก็คือเด็กทั้งสองคนรอดตายอย่างหวุดหวิด ส่วนเธอกลิ้งเข้าไปอยู่ใต้ล้อรถและถูกบดทับ กระดูกตามร่างกายหักหลายแห่ง ขาทั้งสองข้างถูกกดทับจนเละไม่มีชิ้นดี เป็นเหตุให้เธอต้องเสียขาที่เคยใช้เป็นฐานในการยืนสอนหนังสือให้แก่นักเรียนอันเป็นที่รัก แม้ในช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังตกอยู่ในความเจ็บปวด เธอยังมิวายที่จะห่วงใยสวัสดิภาพของเด็กๆ ด้วยการสอบถามว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ระหว่างทางที่ส่งเธอไปโรงพยาบาล เธอยังพร่ำพึมพำว่า “ช่วยเด็กนักเรียนก่อน” จากนั้นก็หมดสติไป และยังคงพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูนานเกือบสัปดาห์แล้ว อาการของเธอเป็นตายเท่ากัน และสามารถจากโลกนี้ไปได้ทุกวินาที
เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นข่าวสะเทือนอารมณ์ที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากเมืองเจียมู่ซือ มณฑลเฮยหลงเจียง เรื่อยไปจนถึงทุกตรอกซอกซอยของประเทศ อาการของเธออยู่ในความสนใจของคนนับล้าน แม้กระทั่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ถึงกับออกคำสั่งให้ระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ไปช่วยรั้งชีวิตแม่พิมพ์ของชาติผู้มีจิตใจสูงส่งคนนี้ไว้อย่างเต็มกำลัง
ถึงแม้วันนี้ประเทศจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างไร้ข้อกังขา แต่เรื่องราวการหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการขายสินค้าปลอม สินค้าด้อยคุณภาพ จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านตาดำๆ ต้องเสียชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า ความแล้งน้ำใจที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเหตุการณ์คนเดินถนน 18 คน ปล่อยให้หนูน้อยวัย 2 ขวบถูกรถทับเสียชีวิตอย่างไม่แยแส ทั้งๆ ที่ยังมีหนทางรอด การที่อาจารย์ฟ่านวิ่งหนีจากห้องเรียนเพื่อเอาชีวิตรอดในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เวิ่นชวน โดยทิ้งเด็กนักเรียนให้เผชิญหน้ากับมหันตภัยเพียงลำพัง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบาดแผลที่ส่งผลให้ผู้คนในสังคมเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังโดยไม่สนใจคนรอบข้าง อยู่กันอย่างตัวใครตัวมัน นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า เองก็ตระหนักถึงภัยสังคมประการนี้เป็นอย่างดี ถึงกับปรารภว่า “การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจและความตกต่ำทางด้านจริยธรรมของชาวจีนกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต!”
แต่เรื่องราวดีๆ ที่พอจะเป็นจุดเปลี่ยนโหมดความรู้สึกสิ้นหวังต่อน้ำใจที่เหือดแห้งของชาวจีนก็ปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณแม่ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนอย่างรุนแรงจากการรับเด็กที่พลัดตกลงมาจากชั้น 10 ชายชราที่เก็บหอมรอมริบเงินจำนวน 2 แสนหยวน ตลอดระยะเวลา 30 ปี เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษานักเรียนจำนวน 2 หมื่นคน คุณลุงขายเนื้อแพะย่างที่มอบเงินเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กผู้ยากไร้ ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่บกพร่องทั้งที่ป่วยเป็นโรคร้าย ความน่าประทับใจเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึง “ความดีงาม” ที่ยังคงอยู่ในจิตวิญญาณของชาวจีนอีกหลายต่อหลายคน
การอุทิศตนเพื่อการศึกษาและยอมสละชีวิตเพื่อผู้อื่นของอาจารย์จางลี่ลี่ ถือเป็นการชโลมน้ำทิพย์ให้แก่สังคมที่กำลังขาดแคลนน้ำใจเฉกเช่นสังคมจีนในปัจจุบัน และตอกย้ำถึงคนดีศรีสังคมที่ยังมีให้ได้ชื่นใจ ถือเป็นแบบอย่างที่ควรได้รับการเผยแพร่ในเรื่องสำนึกทางด้านคุณธรรมที่พึงมีต่อเพื่อนร่วมโลก
ที่ผ่านมา ความยึดมั่นในจรรยาบรรณอาชีพครูของเธออาจไม่ได้เป็นที่รู้กันในวงกว้างนัก เพราะเธอก็เป็นเพียงแค่ครูมัธยมต้นวัย 29 ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีเพียงนักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รู้จักมักคุ้นกับเธอเท่านั้นที่สามารถบอกเราว่า ครูผู้นี้งามทั้งภายในและภายนอกอย่างแท้จริง
ความเป็นครูที่มีจิตใจเอื้ออาทรต่อนักเรียนซึ่งเปรียบเหมือนลูกของเธอ สะท้อนให้เราเห็นผ่านพฤติกรรมการปฏิบัติตัวต่อนักเรียนประจำชั้นหลายอย่าง เช่น การหาซื้อเครื่องทำน้ำร้อนให้เด็กๆ ไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด การซื้อขนมปังให้เด็กที่บ้านอยู่ไกลและต้องรีบมาโรงเรียนจนไม่มีเวลารับประทานอาหารเช้า การให้เงินค่าขนมนักเรียนคนหนึ่งที่บ้านมีฐานะยากจน แม้ในช่วงปิดเทอมก็ยังส่งเงินเดือนละร้อยหยวนให้แก่เด็กผู้นั้น แม้ว่าเธอจะทำงานในโรงเรียนแห่งนี้มาเป็นเวลา 5 ปีแล้วก็ตาม เงินเดือนของเธอยังอยู่ที่ระดับพันหยวน (ราว 5,000 บาท) เรื่อยมา แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่ทำให้เธอย่อท้อต่อศรัทธาในความเป็นครูแม้แต่น้อย ความทุ่มเทให้แก่นักเรียนของเธอยังส่งผลต่อชีวิตครอบครัว เพราะการกรำงานหนักทำให้เธอต้องแท้งลูก เธอตั้งปณิธานไว้ว่าหากเด็กชั้นนี้สำเร็จการศึกษาเมื่อไร ก็จะเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นแม่อย่างเต็มตัว
“หวังเหลือเกินว่าวันนั้นจะมาถึง”
ความอาทรต่อนักเรียนของเธอจนลืมนึกถึงชีวิต ทำให้หลายคนเห็นถึง “การให้” ที่จะช่วยแปรสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายให้กลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรี อย่างน้อยความกล้าในการทำดีของคุณครูจาง ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ร่วมแรงร่วมใจในสังคม ดังเห็นได้จากการระดมแพทย์เก่งๆ ของประเทศมาช่วยในการรักษา การเบียดเสียดกันเพื่อรอบริจาคโลหิตให้แก่ครูน้ำใจงามผู้นี้ ความห่วงใยจากคนทุกแวดวงที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ บ้างก็เดินทางมาเยี่ยมเธอด้วยตนเอง บ้างก็มอบดอกไม้เป็นกำลังใจ แน่นอนว่าความดีงามที่เธอได้ทำจะได้รับการกล่าวขานไปอีกนานแสนนาน และจุดประกายให้เกิดความตระหนักในเรื่องการทำความดีมากขึ้น
ในขณะที่หลายคนต่างชื่นชมและยกย่องการกระทำอันเด็ดเดี่ยวของคุณครูจาง แต่ก็มีเสียงสะท้อนของคนบางกลุ่มต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า ต้นเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเลินเล่อของคนขับรถบัสที่พูดคุยกับผู้โดยสารจนเข้าเกียร์ผิด เป็นเหตุให้รถพุ่งตัวไปชนรถที่จอดอยู่ด้านหน้า และแรงกระแทกดังกล่าวส่งผลให้รถที่จอดอยู่อีกคันหนึ่งพุ่งตัวไปในทิศทางที่เด็กนักเรียนกำลังเดินผ่าน คุณครูจางมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ นิ่งเฉยและเข้าช่วย การเอาตัวเข้าเซฟนักเรียนในยามที่สถานการณ์คับขันเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่านับถือน้ำใจของสาวร่างบางที่มีหัวใจเกินร้อยผู้นี้นัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุบัติเหตุรถนักเรียนเกิดจากความเลินเล่อของคนขับรถ คุณครูจางก็ไม่ใช่เหยื่อรายแรกของเหตุการณ์ทำนองนี้ เราจะปล่อยผ่านความประมาทให้คร่าชีวิตคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกสักกี่คน ถึงจะพบกับทางออกของปัญหา
เพราะเราไม่รู้ว่าครูที่ยอมสละตนเองเพื่อผู้อื่นอย่างคุณครูจางลี่ลี่ จะหลงเหลืออยู่ในสังคมจีนอีกสักกี่คน







