posttoday
ทางที่ใช่

ทางที่ใช่

20 พฤษภาคม 2555

โดย...ณศักดิ์ อัจจิมาธร

โดย...ณศักดิ์ อัจจิมาธร

ขณะเดินมาถึงทางแยกในชีวิต เด็กหนุ่มบางคนก็เกิดอาการไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยวไปทางใดดี

ทางหนึ่งคือเส้นทางเดิมที่เคยเดินมา อาจไม่ใช่เส้นทางที่ถูกใจแต่ก็พอเดินต่อไปได้ เพราะเท่าที่เดินมาก็พอจะคุ้นเคยกับเส้นทางอยู่แล้ว และทางข้างหน้าที่จะเดินต่อไปก็คงไม่ต่างอะไรจากเดิมมากนัก

อีกทางหนึ่งเป็นทางที่ฝันอยากเดินมาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่า เส้นทางที่อยู่ข้างหน้านั้นจะเป็นเช่นไร จะมีอุปสรรคยากลำบากขนาดไหน จะมีหุบเหวรออยู่เบื้องหน้าหรือไม่

“กลัวเหรอ?” ใครบางคนถามเด็กหนุ่มขณะที่กำลังยืนลังเลกับทางแยก

“ถ้ากลัว นายอาจต้องคิดดูให้ดีว่าเส้นทางที่นายบอกว่าฝันอยากเดินมานานนั้น เป็นทางที่นายชอบจริงหรือเปล่า เพราะหากยังรู้สึกลังเลมาก นั่นอาจหมายความว่า นายอาจไม่ได้ชอบเส้นทางเหล่านั้นอย่างแท้จริง” ใครบางคนท้วง

“แต่ถ้าตัดสินใจเลือกแล้ว นายก็ไม่ต้องกังวลว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เอาแค่ว่าระหว่างที่เดินขอให้เดินด้วยใจที่สมบูรณ์พร้อม และพยายามเดินให้ดีที่สุดก็พอแล้ว สุดท้ายดอกผลจากความทุ่มเทตั้งใจมันก็จะออกมาเอง” ใครคนนั้นบอกกับเด็กหนุ่ม

ทางที่ใช่

 

ระหว่างหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงออกไปสู่อ้อมกอดของป่าเขาบนเส้นทางที่เลาะเลียบไปตามไหล่เขา ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปพักเหนื่อยที่ร้านกาแฟข้างทางแห่งหนึ่ง

หลังเดินหามุมเหมาะๆ นั่งเป็นที่เรียบร้อย พร้อมจิบกาแฟร้อนๆ ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า บทสนทนาและมิตรภาพอันเรียบง่ายระหว่างชายหนุ่มกับคนขายกาแฟก็เริ่มขึ้น

“มาจากกรุงเทพฯ เหรอครับ ผมก็เกิดที่นั่นนะ เดี๋ยวนี้มาอยู่ดอยแล้ว พอกันทีเมืองหลวง” ชายขายกาแฟพูดขึ้นหลังจากถามที่มาที่ไปของแขกผู้มาเยือนแล้ว

“คุณขายกาแฟอยู่ที่นี่มานานหรือยัง” ชายหนุ่มถาม

คนขายกาแฟเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังว่า เขาเติบโตมากับครอบครัวคนเมืองที่อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีชีวิตไม่ต่างอะไรจากเส้นทางที่พ่อแม่ในเมืองหลวงมักจะขีดไว้ให้ลูก นั่นคือชีวิตการเรียนที่ได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนดีๆ มีชื่อเสียงพร้อมไปกับการกวดวิชาอันหนักหน่วง เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศให้ได้ หลังจบมหาวิทยาลัยแล้วก็มีโอกาสเดินเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ที่มั่นคง

“ชีวิตคุณน่าจะมีความสุขนะ” ชายหนุ่มพูดขึ้น

“มีครับ ชีวิตมีความสุขประมาณหนึ่ง แต่ไม่รู้สิครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นมันไม่ใช่” คนขายกาแฟบอก

หนุ่มขายกาแฟบอกว่า สิ่งที่เขาฝันไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตที่ได้นั่งในห้องทำงานโอ่โถงบนตึกระฟ้า หากแต่เป็นชีวิตที่อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนกร้องพร้อมกับสายลมบนป่าเขา

“แล้วผมก็เดินมาถึงทางแยก แต่สุดท้ายผมก็เลือกในสิ่งที่เคยคิดฝันไว้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ลองดู หลายคนก็ห้ามไว้ครับบอกว่าอย่าเสี่ยงเลย อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ผมก็คิดว่าถ้ามัวแต่กลัวก็คงไม่ได้ทำตามฝันเสียที”

เขาเล่าว่า ช่วงแรกที่ตัดสินใจมาทำร้านกาแฟบนดอยนั้นลำบากมาก หลายอย่างไม่เคยทำมาก่อนก็ต้องมาหัดทำ แต่พอหลายปีผ่านไปก็เริ่มเชี่ยวชาญ คิดขยายช่องทางอื่นๆ เพื่อหารายได้เข้าร้านเพิ่ม ลูกค้าก็เริ่มมีมากขึ้น ทุกวันนี้มีรายได้ประมาณหนึ่งที่พอเลี้ยงชีพไปได้ไม่ลำบาก

“ผมว่ารวยจนอยู่ที่ตัวเรานะ มีเท่านี้ถ้าเราพอมันก็พอ สำหรับผมมาอยู่แบบนี้ก็คือทุกอย่างแล้วครับ ทำในสิ่งที่ชอบ อยู่ในที่ที่ชอบ ตื่นมาทุกวันมีความสุขทุกวันก็พอแล้วนะ” เขาทิ้งท้ายก่อนจะถือแก้วกาแฟที่ถูกดื่มจนหมดกลับไปพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เมื่อต้องเดินทางมาถึงทางแยกที่เราจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งให้กับชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดอาจมีแค่เพียงการสอบทานใจตัวเองให้แน่ชัดว่า ทางใดเป็นทางที่เราต้องการมากที่สุด

หากสามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ต้องการที่จะเดินบนเส้นทางนั้นจริง ก็อาจไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงทางข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร หรือจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

เพราะการคิดคาดหวังไปก่อนนั้น มีแต่จะนำพาความไม่สบายใจกลับมาให้ เนื่องจากเมื่อสิ่งเกิดขึ้นไม่เป็นไปอย่างใจหวังแล้วละก็ ผลลัพธ์ที่กลับมาย่อมมีแต่ความเจ็บช้ำ

คาดหวังมากเท่าไหร่ก็เจ็บช้ำมากขึ้นเท่านั้น

หากการเดินทางนั้นคือการงาน สิ่งที่ต้องทำคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการทุ่มเทพลังงานและจิตวิญญาณลงไปกับงานชิ้นนั้นให้เต็มที่ โดยหวังผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวว่าต้องการให้งานเหล่านั้นออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเราสามารถจะทำได้

เพราะการทุ่มเทพลังงานและความตั้งใจลงไปกับงานอย่างเต็มที่ จะทำให้ผลงานที่ปรากฏกลายเป็นตัวแทนของเราที่โลดแล่นให้ผู้อื่นได้รู้จัก

เมื่อใดก็ตามที่งานมีลมหายใจ เมื่อนั้นมรรคผลย่อมปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก