posttoday
ธรรมะในนิทาน 3 : นิทานมุสลิมชายแดนใต้

ธรรมะในนิทาน 3 : นิทานมุสลิมชายแดนใต้

20 พฤษภาคม 2555

ดดย...วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

ดดย...วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

ในสัปดาห์เดียวกับที่ “ธรรมะในนิทาน (กะเหรี่ยงฤาษี)” ตีพิมพ์ใน “มองย้อนศร” โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสไปร่วมงานค่ายนักเขียนเยาวชน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ของสำนักหัวใจเดียวกัน ซึ่งนำโดย ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ที่ จ.นราธิวาส

บางช่วงของการอบรม พี่เลี้ยงค่ายได้นำเอานิทานพื้นบ้านเข้ามาเพิ่มสีสันและปัญญาให้กับน้องๆ ที่มาเข้ารับการอบรม

ถึงได้รู้ว่าแถวชายแดนใต้ก็มีนิทานของท้องถิ่นที่หลักแหลมคมคายไม่แพ้ถิ่นอื่นใด ตามอย่างชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อลือเลื่องอยู่แล้วในความเป็นนักเล่านิทาน ก็ดูอย่าง อาหรับราตรี นิทานอมตะชื่อก้องโลกที่ถือกันว่าเป็นยอดนิทานแห่งนิทานนั้น ก็เป็นเรื่องเล่าของชนชาวมุสลิมเช่นกัน

เป็นนิทานที่ลึกซึ้งด้วยข้อคิด คำสอน ปลูกปัญญา และที่สำคัญคือสนุก ชวนติดตาม จนแม้แต่ตัวละครในเรื่องก็ยังติดอกติดใจลุ่มหลงในนิทานที่ได้ฟัง จนยอมละความพยศจนถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตของพระองค์

อาหรับราตรี เป็นนิทานที่เล่าเรื่องซ้อนเรื่อง ของเจ้าชายหนุ่มที่มีจิตผิดปกติ หญิงสาวกี่คนต่อกี่คนที่ร่วมหอกับพระองค์ ไม่ทันข้ามคืนก็มีอันต้องเตลิดหนีทุกราย

จนมาถึงนางเอกที่สมัครใจเข้าไปเสี่ยงกับความวิปริตของเจ้าชายหนุ่ม ซึ่งเธอได้ใช้นิทานที่ได้มาจากผู้เฒ่านักเล่านิทานเร่ร่อนรายหนึ่งถ่ายทอดให้ มาเล่าให้เจ้าชายฟัง ทำให้เธอผ่านแต่ละคืนมาได้โดยปลอดภัย

ทั้งยังอาศัยนิทานนั้นเองในการเยียวยาเจ้าชายหนุ่มจนกลับมาเป็นผู้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้อีกครั้ง

ทำนองเดียวกับ นิทานเวตาล ที่คนฟังนิทาน (ในเรื่อง) เพลินไปกับเรื่องราวจนเผลอตัวตกหลุมที่คนเล่าขุดล่อไว้ทุกทีไป

ช่วงแทรกระหว่างการอบรมงานเขียน เป็นกิจกรรมกลุ่มย่อย กลุ่มละ 78 คน แบดีมันที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ในกลุ่มหนึ่งได้หยิบนิทานพื้นบ้านของมุสลิมชายแดนใต้ขึ้นมาเล่าเล่นกับน้องๆ นักเขียนน้อย

เรื่องแรกแบดีมัน บอกว่า เป็นนิทานที่มี 4 ตอน แกจะเล่าทีละตอน ขออย่ามีใครจังหวะเสียก่อน ของเด็ดจะอยู่ตอนท้ายๆ

“ตอนที่ 1” แบดีมันเริ่มต้น แล้วเล่าเรื่องที่ฟังดูธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษว่า ชายหนุ่มผู้เป็นสามีขับรถไปรับภรรยาจากที่ทำงานเช่นที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่วันนั้นเขาขับรถพาภรรยาออกนอกเส้นทางเดิม จึงถูกภรรยาทักขึ้นว่า ทำไมถึงพาออกไปทางนั้น

ก็กลับถูกฝ่ายสามีปรามว่า งานขับรถมันเรื่องของฉัน ขอให้เธอนั่งเฉยๆ ไม่ต้องถาม

“จบตอนที่ 1” แบดีมันบอกน้องๆ ที่ล้อมวงตั้งใจฟัง แล้วเล่าต่อ “ต่อไปเป็นตอนที่ 2 นะ”

ถึงวันหยุดสามีภรรยาช่วยกันทำงานบ้าน ภรรยารับหน้าที่ซักผ้า เอาผ้าลงเครื่องแล้วเธอก็เอาถุงเกลือมาเทใส่ตามลงไป สามีเห็นก็ร้องห้ามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ภรรยาก็ย้อนว่างานซักผ้านี่หน้าที่ฉัน เธอนั่งเฉยๆ ไม่ต้องยุ่ง

“จบตอนที่ 2” คนเล่าบอกคนฟัง “ต่อไปเป็นตอนที่ 4”

“อ้าว ตอนที่ 3 ล่ะ?” คนฟังคนหนึ่งขัดขึ้น

“โอ้ นั่นไง บอกแล้วว่าอย่าขัด” คนเล่าทำทีเสียดายแทนคนฟังรายอื่นๆ “คนอื่นเลยอดฟังตอนเด็ดที่สุด ซึ่งตั้งใจว่าจะเล่าทีหลัง แต่มีคนขัดเสียแล้ว จะไม่เล่าต่อแล้วล่ะ เรื่องนี้พอแค่นี้นะ”

ความจริงแล้วโดยตัวเรื่องของนิทานก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าที่เล่าแล้วนั่นแหละ แต่ทีเด็ดอยู่ตรงโครงเรื่องที่วางหลุมพรางล่อให้ใครสักคน “หลุด” คำพูดออกมา ที่เป็นเดิมพันระหว่างชัยชนะของคนเล่ากับ “สติ” ของคนฟัง

“ข้ามไปเล่าเรื่องที่ 2 เลยนะ จะเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง”

นิทานอีกเรื่องของแบดีมัน เป็นเรื่องการเอาลิงมาหัดใช้งาน อย่างการขึ้นเก็บมะพร้าว

เริ่มจากการไปเอาลิงป่ามาหัดให้รู้จักภาษาคน เริ่มจากให้รู้จักต้นไม้ลูกไม้

“อย่างลูกเขียวๆ เป็นทะลาย อยู่บนต้นสูงๆ นั่นเรียกว่า ลูกมะพร้าว เราสอนลิงอย่างนี้” แบดีมันออกท่าทางเหมือนกำลังพูดกับลิงป่า “แล้วก็ลองถามทวนดูว่า ไอ้ลูกสีเขียวๆ เป็นทะลาย อยู่บนต้นสูงๆ น่ะเรียกอะไร ลิงตัวที่ฉลาดก็จะตอบว่า มะพร้าว เราก็เลือกเอาลิงตัวนั้นไว้”

แล้วจะมีการฝึกต่อไปเรื่อยๆ อย่างว่าลูกที่มีหนามแหลม เนื้อในหวานจัด...

ลิงก็จะตอบว่า ทุเรียน

“แล้วลูกที่เป็นหนามหน่อยๆ คล้ายๆ ขนุนน่ะ ลูก...อะไรนะ...” แบดีมันทำท่าเหมือนกำลังเป็นคนฝึกลิง พูดกับน้องๆ ที่ล้อมวงนั่งฟังอยู่

เด็กหนุ่มท่าทางทโมน เป็นหัวโจกของกลุ่ม โพล่งขึ้น “จำปาดะ”

“โว้ย! จับลิงได้อีกตัวแล้วเว่ยเฮ้ย” แบดีมันเฉลยไคลแมกซ์ของนิทาน

คนอื่นที่เหลือพอตามทันก็หัวเราะกันครืนที่มีคนตกหลุมพรางของนิทาน กลายเป็นลิงให้เพื่อนล้อ

และคงเป็นบทเรียนสอนใจให้คนที่พลาดและคนฟัง

ว่าด้วยการ “มีสติในการฟัง” โดยไม่ต้องมีคำว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... ตามท้ายเรื่อง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก