คนลับแล
โดย...อ.ตุ้ย วรธรรม
โดย...อ.ตุ้ย วรธรรม
หลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “เมืองลับแล” ว่าโดยชื่อก็หมายถึงเมืองที่ลี้ลับ ลึกลับ และตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน
ว่ากันว่า เมืองนี้ปกครองโดยผู้หญิงเป็นใหญ่ และประชากรพลเมืองก็เป็นผู้หญิงล้วน และเป็นหญิงม่ายอีกต่างหาก ซึ่งข้อนี้ก็แปลกอยู่
การปกครองของเมืองลับแล ประชากรนอกจากจะตั้งมั่นในความดีและอยู่ในศีลธรรมแล้ว หลักธรรมอันหนึ่งที่พวกเขายึดถือเป็นที่หนึ่งที่ทำให้การปกครองมีความสงบสุขก็คือ การรักษาวาจาสัตย์เป็นที่หนึ่ง
หญิงเมืองลับแลจะให้ความสำคัญกับการรักษาความสัตย์อย่างมาก ถึงขั้นที่ว่า “บูชาความสัตย์” เหนืออื่นใด พวกเธอไม่เคยโกหกกันและกัน และในขณะเดียวกันก็รับไม่ได้ที่ใครมาโกหก
แม้ว่าผู้นั้นจะกระทำการโดยประมาทพลาดพลั้งไม่ได้มีเจตนาตั้งใจก็ตาม หญิงเมืองลับแลก็จะไม่ให้ยอมให้อภัยแม้ว่าผู้นั้นจะอ้อนวอนต่างๆ นานาก็ตาม
สัจวาจาของพวกเธอ จึงเป็นเสมือนกฎหมายสูงสุดที่ใครละเมิดก็จะได้รับการลงโทษจากพวกเธอด้วยการขับออกจากเมือง
เกี่ยวกับการรักษาวาจาของหญิงลับแล มีเรื่องเล่าจากคนโบราณที่เล่าสืบๆ ต่อกันมา ค่อนข้างหลากหลายในแต่ละภาค อย่างในภาคอีสานก็มีเรื่องราวเล่าสืบมาเช่นกัน
การจัดประเพณีบุญบั้งไฟของภาคอีสานนั้นมีมานาน ปัจจุบันประเพณีนี้ก็ยังจัดอยู่เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน ส่วนจังหวัดที่ชื่อเสียงในการจัดบุญบั้งไฟก็จะมี 2 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ดและยโสธร
ว่ากันว่า ในสมัยก่อนที่มีการจัดบุญบั้งไฟผู้คนต่างมีความสนุกสนาน หนุ่มสาวบ้านต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันจะเดินทางมาเที่ยวงาน มีโอกาสได้พูดคุยเกี้ยวพาราสีกัน
ไม่มีเรื่องการพนันบั้งไฟเหมือนในสมัยนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะเป็นโอกาสแห่งการ “ปลูกรัก” ของบรรดาหนุ่มๆ สาวๆ ที่มาพบเจอกัน
และงานประเพณีบุญบั้งไฟนี้ก็มีหญิงเมืองลับแลได้เดินทางมาเที่ยวงานด้วย ซึ่งการปรากฏตัวของเธอไม่มีใครรู้ เพราะเธอก็เหมือนกับพวกชาวบ้านทุกอย่าง
ทั้งรูปร่าง หน้าตา เสื้อผ้า การแต่งตัว จนไม่สามารถแยกแยะออกว่าเป็นหญิงมาจากต่างภพต่างภูมิ ทว่าการปรากฏตัวของเธออยู่ในความสนใจของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ชายหนุ่มคนนั้นพอเห็นเธอก็เดินเข้ามาทักทายกับเธอ และเธอก็คุยด้วยมิตรไมตรี ปรากฏคุยกันไปมาก็รู้สึกถูกชะตากัน ฝ่ายชายก็ได้บอกรัก อยากแต่งงานกับเธอ
เธอไม่ปฏิเสธการขอแต่งงานจากชายหนุ่ม แต่ได้บอกชายหนุ่มไปว่าถ้ารักเธอจริงๆ ก็ขอจงให้สัญญากับเธอว่าจะไม่พูดเท็จโกหกหลอกลวงใดๆ ทั้งสิ้น
ชายคนนั้นรับคำด้วยดี จากนั้นก็เดินตามหญิงลับแลไปสักพักหนึ่งจนกระทั่งถึงขอนไม้ที่นอนเหยียดยาว และพอที่ชายหนุ่มก้าวข้ามขอนไม้ตามคนรัก เป็นอันว่าเขาได้เข้าสู่เมืองลับแลโดยไม่รู้ตัว
ทั้งคู่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา จนต่อมาก็มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาออกไปเก็บผักหักฟืนในป่า ลูกหิวนมได้ร้องไห้ พ่อปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้ จึงได้พลั้งปากไป
“โน่นไง...แม่มาแล้ว”
ภรรยามาถึงบ้านและได้ยินคำที่สามีพูดกับลูกพอดี ก็ทราบว่าสามีพูดเท็จกับลูก เธอจึงจำเป็นต้องให้สามีออกจากเมืองลับแลไปเพราะเหตุที่ไม่รักษาสัจวาจาตามสัญญาที่ให้ไว้
ก่อนออกเดินทางภรรยาได้ย่ามใบหนึ่ง พร้อมกับกำชับว่าห้ามเปิดดูระหว่างทาง ระหว่างนั้นสามีสะพายย่ามมาด้วยความเหนื่อยล้าและรู้สึกว่าย่ามหนักขึ้นทุกทีจึงสงสัยว่ามีอะไรอยู่ในย่ามนะ ทำไมมันหนักขึ้นทุกที
เขาจึงวางย่ามลงแล้วเปิดดูโดยลืมคำพูดของภรรยาเสียหมดสิ้นเห็นเป็นขมิ้นสดๆ เต็มย่าม จึงรำพึงว่าแค่ขมิ้นธรรมดาจะแบกไปให้เหนื่อยทำไม ว่าแล้วก็ล้วงขมิ้นทิ้งไป เหลือไว้ดูต่างหน้าแง่งเดียว
ครั้นกลับมาถึงบ้านก็เล่าความเป็นมาที่ตนเองหายจากบ้านไปนานให้ญาติๆ ฟัง และแล้วก็นึกถึงขมิ้นได้จึงล้วงเอามาให้ญาติดู ปรากฏว่าขมิ้นแง่งนั้นกลายเป็นทองคำเหลืองอร่าม ชายคนนั้นตกใจมากและนึกเสียใจที่ตนเองไม่เชื่อภรรยาตั้งแต่แรก
ฟังแล้วทึ่ง...กับความยึดมั่นในวาจาสัตย์เหนืออื่นใดของหญิงลับแลจริงๆ


