posttoday
"เฟซบุ๊ก"เสื่อมมนต์ ปิดตลาดวันแรกสุดซบเซา

"เฟซบุ๊ก"เสื่อมมนต์ ปิดตลาดวันแรกสุดซบเซา

20 พฤษภาคม 2555

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นการระดมทุนขายหุ้นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดในแวดวงไอที และเป็นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่ 1.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.25 ล้านล้านบาท) แต่การเปิดซื้อขายวันแรกในตลาดแนสแด็ก เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา กลับไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้ยืนยาวตลอดทั้งวันได้

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นการระดมทุนขายหุ้นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดในแวดวงไอที และเป็นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่ 1.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.25 ล้านล้านบาท) แต่การเปิดซื้อขายวันแรกในตลาดแนสแด็ก เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา กลับไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้ยืนยาวตลอดทั้งวันได้

ราคาหุ้นของเฟซบุ๊กไต่ขึ้นไป 11% จากราคาไอพีโอที่ 38 เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงเช้า โดยมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันถึง 80 ล้านหุ้น ใน 30 วินาทีแรก จนไปแตะระดับสูงสุดที่ 45 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่ราคาจะเริ่มตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนปิดตลาดการซื้อขายวันแรกที่ 38.23 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

รอยเตอร์สระบุว่า ก่อนหน้านี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าราคาหุ้นน่าจะพุ่งขึ้นระหว่าง 10–50% ในการซื้อขายวันแรก แต่การตอบรับที่น้อยเกินคาดครั้งนี้ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความคาดหวังทางธุรกิจต่อเฟซบุ๊ก ที่มีผู้ใช้งานถึง 900 ล้านคนทั่วโลก หมดลงแต่อย่างใด

เพราะธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของเฟซบุ๊ก ได้แบกรับความผิดหวังดังกล่าวไปก่อนแล้ว โดยมีแหล่งข่าวระบุว่า มอร์แกน สแตนลีย์ ถึงกับต้องยื่นมือเข้ามาซื้อหุ้นด้วยตัวเองในวันเปิดตลาด ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักในสัปดาห์หน้า

ด้านตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ค ก็ต้องพบกับความขายหน้า เมื่อการเปิดซื้อขายต้องล่าช้าออกไปราวครึ่งชั่วโมง จากเหตุขัดข้องทางเทคนิคเนื่องจากคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล ขณะที่บริษัทไอทีและโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ที่คาดหวังว่าจะเกาะกระแสเฟซบุ๊กไอพีโอไต่ราคาหุ้นในวันเดียวกัน ต่างก็ต้องพบกับความผิดหวัง อาทิ หุ้นของบริษัทเกม ซินก้า ซึ่งมีเกมฮิตมากมายบนเฟซบุ๊ก ก็มีราคาดิ่งลงถึงเกือบ 15%

บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า อาจเป็นเพราะผู้จัดจำหน่ายอย่างมอร์แกน สแตนลีย์ ปรับช่วงราคาหุ้นไอพีโอและเพิ่มจำนวนหุ้นในสัปดาห์ที่แล้วมากเกินไป

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็ยังคงแคลงใจในมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทไอทีอายุ 8 ปีแห่งนี้ เพราะการประเมินมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น เทียบเท่าได้กับเว็บไซต์ Amazon.com หรือเหนือกว่าแม้จะนำมูลค่าของฮิวเลตต์ แพคการ์ด และเดลล์ อิงค์ มารวมกัน และสูงเกินกว่าหากเทียบกับรายได้ของบริษัทในปี 2011 ซึ่งมีรายได้สุทธิ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำไรเพียง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ค่ายรถอันดับ 1 ในสหรัฐ ก็เพิ่งประกาศไม่ซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กต่อ เนื่องจากไม่เห็นความคุ้มค่าเท่าที่ควร

“คุณไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าดินสอและผ้าเช็ดหน้าเพื่อประเมินราคาครั้งนี้ คุณต้องวาดฝันไว้สวยหรูทีเดียวว่าบริษัทจะเติบโตและทำเงินได้อย่างมหาศาล ในการประเมินราคาที่แสนล้านเหรียญ ผมรู้ดีว่ามีความตื่นเต้นและมีการตั้งความหวังกันไว้สูงมาก แต่ดูเหมือนว่าในวันนี้ ตลาดจะเริ่มคำนวณตัวเลขกันเป็นมากขึ้นแล้ว” เดฟ โรล์ฟ ผู้จัดการกองทุนริเวอร์ เวดจ์วูด ซึ่งไม่ได้ลงทุนในหุ้นเฟซบุ๊ก กล่าวกับรอยเตอร์ส

ด้านโมฮันหมัด อามา กรรมการผู้จัดการของบีม แคปิตอล แมเนจเมนต์ ในนิวยอร์ก เปิดเผยว่า นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่เฝ้ารอมาตลอดทั้งวัน ต่างถอดใจไปตามๆ กัน เมื่อเห็นว่าผลตอบรับของหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งสวนทางกับการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่าจะมีนักลงทุนรายย่อยมหาศาลที่เข้ามาซื้อขายในวันแรกตามนักลงทุนสถาบัน

ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียงวันแรกของการเป็นบริษัทมหาชน ที่อาจต้องดูไปยาวๆ ว่า บริษัทที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในโลกไอที และการแข่งขันอย่าหนาตาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กรายนี้จะก้าวต่อไปในตลาดทุนอย่างไร

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว