
การเมืองกรีซเขย่าอียู จับตาเลือกตั้งรอบ 2 ชี้ชะตายูโรโซน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์วิกฤตหนี้ยุโรปกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งหลังการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกรีซล้มเหลว สร้างความกังวลไปทั่วโลกว่า กรีซอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซนจริง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์วิกฤตหนี้ยุโรปกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งหลังการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกรีซล้มเหลว สร้างความกังวลไปทั่วโลกว่า กรีซอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซนจริง
ในช่วงแรก พรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 3 พรรคของกรีซที่สามารถคว้าคะแนนเสียงได้มากที่สุด ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคปาซก และพรรคไซริซา ต่างได้รับโอกาสพรรคละ 3 วันในการจัดตั้งรัฐบาล
ทว่า ความล้มเหลวของทั้ง 3 พรรคก็ได้นำไปสู่ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล “เทคโนแครต” หรือรัฐบาลที่ประกอบไปด้วยคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง อาทิ นักวิชาการและข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ในที่สุดก็ล้มเหลวอีกเช่นกัน ส่งผลให้ประธานาธิบดี คาโรลอส ปาปูลิอาส ของกรีซ ต้องประกาศจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากคาดการณ์กันว่าพรรคไซริซา ซึ่งเป็นพรรคซ้ายจัดที่ประกาศ “ฉีก” สัญญาเงินช่วยเหลือที่กรีซทำร่วมกับไอเอ็มเอฟและยุโรปทันที หากได้เป็นรัฐบาลมีคะแนนนำพรรคอื่นๆ ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคไซริซาจะชนะการเลือกตั้งในเดือนหน้าด้วยคะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ ซึ่งก็หมายความว่ากรีซอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน
ความวิตกกังวลดังกล่าว เห็นได้จากการแห่ถอนเงินยูโรที่ฝากอยู่ในธนาคารทั่วประเทศของชาวกรีซ เมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเพียงวันนั้นวันเดียวนั้นมีการถอนเงินมากถึง 700 ล้านยูโร (ราว 2.8 หมื่นล้านล้านบาท) และอาจสูงถึง 800 ล้านยูโร (ราว 3.2 หมื่นล้านล้านบาท) เพราะประชาชนเริ่มวิตกกังวลว่าค่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ถ้าหากกรีซต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนจริง
อย่างไรก็ตาม ด้านผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสยืนยันว่า ยุโรปต้องการให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไป โดยภายหลังจากที่ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำคนใหม่ของฝรั่งเศส สาบานเข้ารับตำแหน่ง ก็รีบเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี ทันทีเพื่อหารือเรื่องวิกฤตหนี้กรีซ โดยทั้งสองได้มีแถลงการณ์ร่วมกันในเวลาต่อมาว่า ต้องการให้กรีซเป็นสมาชิกยูโรโซนต่อไป ทว่าอาจเปิดโอกาสให้กรีซสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรัดเข็มขัดได้
ล่าสุด ฌอง โคลด ตริเชต์ อดีตผู้ว่าการอีซีบี ได้แนะแนวทางเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มยูโรโซน ด้วยการให้อำนาจกับสหภาพยุโรปส่วนกลางสามารถประกาศให้ชาติสมาชิกเป็นชาติที่ล้มละลายได้ และเข้าเทกโอเวอร์นโยบายการคลังของชาตินั้นๆ ทันทีเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเงินยูโร
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นเพียง 1 วันก่อนที่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ จี8 จะเปิดการประชุมที่สหรัฐ โดยประเด็นหลักของการหารือครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นประเด็นเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป
ทั้งนี้ วิกฤตการณ์การเมืองกรีซยังส่งผลให้ราคาหุ้นและราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนักในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับชื่อดัง ยังได้ประกาศหั่นเครดิตแบงก์สเปน 16 แห่ง และอิตาลี 26 แห่งรวด เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความเสี่ยงต่อวิกฤตหนี้กรีซ
หุ้นเฟซบุ๊กไม่หวือหวาในการซื้อขายวันแรก
เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดัง เปิดจำหน่ายหุ้นไอพีโอวันแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ราคาหุ้นละ 38 เหรียญสหรัฐ ผลปรากฏว่า เมื่อเปิดตลาดนิวยอร์ก ราคาพุ่งไปถึง 12% ที่ราคา 42.55 เหรียญสหรัฐ ทว่า อีกไม่กี่นาทีต่อมา ราคาก็ไหลกลับลงที่ราคาไอพีโอ โดยปิดตลาดที่ราคา 38.23 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าราคาไอพีโอเพียงเล็กน้อย
ด้านนักวิเคราะห์คาดว่า ภาพตลาดโดยรวมที่เป็นด้านลบส่งผลต่อหุ้นเฟซบุ๊กที่เข้าเทรดวันแรก ประกอบกับมีนักลงทุนบางส่วนที่ยังคงเคลือบแคลงสงสัยต่ออนาคตของบริษัทในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ลดลง
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะเปิดขายไอพีโอเพียงไม่กี่วัน เฟซบุ๊กต้องเผชิญข่าวร้ายเมื่อทางเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) บริษัทยานยนต์อันดับหนึ่งของสหรัฐ เปิดเผยว่า เตรียมถอนโฆษณาทั้งหมดออกจากเฟซบุ๊ก เนื่องจากมองว่าการโฆษณาในเฟซบุ๊กมีผลต่อผู้บริโภคน้อยมาก
เอฟบีไอลุยสอบ ‘เจพีมอร์แกน’ เจ๊ง 6.2 หมื่นล.
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เปิดทางให้สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) เข้าดำเนินการสืบสวนและสอบสวนกรณีการขาดทุนจากการลงทุนในตลาดตราสารอนุพันธ์ของธนาคาร เจพีมอร์แกน เชส กว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) ว่ามีสิ่งผิดปกติไม่ชอบมาพากลหรือไม่
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 3 ผู้บริหารระดับสูงของ เจพีมอร์แกน เชส ได้ยื่นใบลาออกเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อการขาดทุนครั้งนี้
ล่าสุดบริษัท ซาราโตกา ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนสัญชาติอเมริกัน ได้ยื่นฟ้อง เจพีมอร์แกน ในข้อหาปกปิดข้อมูลการซื้อขายอนุพันธ์ โดยเป็นการยื่นฟ้องในนามกลุ่มบุคคลของกลุ่มผู้ถือหุ้นของ เจพีมอร์แกนบางส่วน
ด้านประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เผยว่า การขาดทุนมหาศาลของ เจพีมอร์แกนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของสหรัฐที่จะต้องกำกับดูแลภาคธนาคารให้เข้มงวดมากขึ้น โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาผ่านกฎกมายปฏิรูปวอลสตรีต







