
ยุโรปเบรกเงินช่วยกรีซชั่วคราว ฟันธงกรีซหลุด'ยูโรโซน'ปีนี้
ยุโรปวิกฤตหนัก อียูระงับเงินช่วยเหลือกรีซบางส่วน หวังกดดันเอเธนส์เร่งตั้งรัฐบาล นักลงทุนเชื่อในปีนี้ต้องมีสมาชิกออกยูโรโซนแน่นอน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ยุโรปวิกฤตหนัก อียูระงับเงินช่วยเหลือกรีซบางส่วน หวังกดดันเอเธนส์เร่งตั้งรัฐบาล นักลงทุนเชื่อในปีนี้ต้องมีสมาชิกออกยูโรโซนแน่นอน
คณะกรรมการกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ระงับการให้เงินช่วยเหลือกรีซจำนวน 1,000 ล้านยูโรเป็นการชั่วคราว โดยทางกองทุนจะอนุมัติเพียง 4,200 ล้านยูโร จากเงินช่วยทั้งหมด 5,200 ล้านยูโร ในวันที่ 10 พ.ค.
คณะกรรมการอีเอฟเอสเอฟระบุว่า เงินช่วยเหลือจำนวน 1,000 ล้านยูโร ยังไม่จำเป็นต่อกรีซในขณะนี้ และทางกองทุนจะอนุมัติเงินส่วนที่เหลือดังกล่าวให้กับกรีซเมื่อวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจและความจำเป็นทางการเงินกรีซก่อน ส่งสัญญาณให้เห็นว่ายุโรปกำลังวิตกกังวลเรื่องความไร้เสถียรภาพทางการเมืองกรีซอย่างที่สุด
ฌอง อัสเซลบอร์น รัฐมนตรีต่างประเทศลักเซมเบิร์ก ออกโรงเตือนว่า ในอนาคตกรีซอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเช่นที่ผ่านมา ถ้าหากกรีซไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งในขณะนี้ภาวะการเมืองกรีซกำลังเข้าสู่ภาวะสุญญากาศเมื่อไม่มีพรรคใดสามารถฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ได้หลังการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
“เราจำเป็นต้องบอกให้ประชาชนชาวกรีซรับทราบถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในขณะนี้ว่าไม่มีประเทศในสหภาพยุโรปชาติใดจะสามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือ ถ้ากรีซไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะสามารถดูแลและจัดการเงินช่วยเหลือที่ได้รับไปได้” อัสเซลบอร์น กล่าว
ทั้งนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่กรีซยังคงไม่ได้ข้อสรุป หลังพรรคฝ่ายซ้าย “ไซริซา” ซึ่งชูนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดอย่างแข็งกร้าว ซึ่งเป็นพรรคที่เข้าวินเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่สามารถหาแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ เปิดทางให้ อีวานเจลอส เวนิเชลอส หัวหน้าพรรคสังคมนิยมกรีซ หรือพรรคปาซก ซึ่งสามารถคว้าคะแนนเสียงได้เป็นอันดับที่ 3 ต้องรับช่วงต่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมอีกครั้งเป็นรอบที่ 3
รายงานระบุว่า พรรคประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) และพรรคปาซก ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองที่สนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัด ได้เสียงในสภาที่ 149 เสียง จากทั้งหมด 300 ที่นั่งในรัฐบาลกรีซ ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายซึ่งชูนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดได้เสียงในสภาอีก 151 ที่นั่ง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคปาซก ซึ่งให้การสนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัดอาจไม่สามารถรวบรวมที่นั่งจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จเช่นกัน
หากพรรคปาซกไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ประธานาธิบดีกรีซจำเป็นต้องประกาศเรียกบรรดาผู้นำพรรคการเมืองทั้งหมดเพื่อหารือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหากวิธีดังกล่าวล้มเหลวกรีซจำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในต้นเดือน มิ.ย. ซึ่งจะสร้างความวิตกกังวลให้กับบรรดานักลงทุนว่า กรีซอาจต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในเร็ววันนี้
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านสถิติกรีซเปิดเผยว่า อัตราว่างงานในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทุบสถิติในเดือน ก.พ. อยู่ที่ 21.7% จากเดิม 21.3% เมื่อเดือน ม.ค. คิดเป็นสัดส่วนคนว่างงานเกือบ 1.1 ล้านคน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น 42% จากเมื่อเดือนเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ตัวเลขของเยาวชนอายุระหว่าง 1524 ปี ที่กำลังว่างงานสูงถึง 54% แสดงให้เห็นว่ามาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดตามเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อชาวกรีซให้ต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้รัฐบาลกรุงเอเธนส์ให้คำมั่นว่าจะอนุมัติแผนรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 1.45 หมื่นล้านยูโรภายในเดือน มิ.ย. โดยบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนจะพิจารณาแผนดังกล่าว ก่อนจะตัดสินใจปล่อยเงินช่วยเหลืองวดใหม่เพื่อช่วยให้กรีซหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้
ทั้งนี้ กรีซมีกำหนดชำระหนี้คืนให้กับบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่ปฏิเสธการเข้าร่วมแผนสวอปเพื่อตัดลดหนี้กรีซเป็นมูลค่า 450 ล้านยูโร ในวันที่ 15 พ.ค. และชำระหนี้ให้กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อีกราว 3,300 ล้านยูโรภายในวันที่ 18 พ.ค.
วันเดียวกัน ทางด้านรัฐบาลสเปนเตรียมดำเนินการโอนกิจการธนาคารบังเกีย ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 4 ของสเปน เข้าสู่ภายใต้การดำเนินการของรัฐแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลที่จะเข้าอุ้มภาคการธนาคารที่มีปัญหาการเงินอย่างหนัก โดยรัฐบาลจะเข้ามามีอำนาจบริหารจัดการโดยจะถือหุ้น 45% ของธนาคารบังเกีย ซึ่งถูกแปลงสภาพมาจากเงินกู้มูลค่า 4,500 ล้านยูโร
ทั้งนี้ ธนาคารบังเกียได้รับผลกระทบจากวิกฤตฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์เมื่อปี 2551 อย่างรุนแรง ส่งผลให้ธนาคารมีหนี้เสียอยู่กว่า 3.18 หมื่นล้านยูโร ประกอบกับธนาคารกำลังประสบปัญหาด้านงบดุลอย่างหนัก ซึ่งส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือนและธุรกิจเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น และอาจจำเป็นต้องยุติการปล่อยสินเชื่อในที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศในไตรมาส 2 ของปีนี้ว่า จะขยายตัวที่ 0% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจติดต่อกัน 2 ไตรมาส ซึ่งต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวอยู่ 0.2-0.5% ส่งสัญญาณให้เห็นว่าวิกฤตหนี้ยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ของยุโรป
ทั้งนี้ เศรษฐกิจฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้วขยายตัวเพียง 1.7% และชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่เพียง 0.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้
นอกจากนี้ ผลสำรวจของบลูมเบิร์กชิ้นล่าสุดระบุว่า บรรดานักลงทุนมากกว่า 50% คาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งชาติต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน หลังความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของกรีซในขณะนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลให้วิกฤตหนี้ยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น โดยนักลงทุนอีก 80% มองว่าตลาดพันธบัตรของยุโรปต้องได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย
บรรดานักลงทุนวิตกกังวลอีกว่า สเปนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป ต้องเผชิญการผิดนัดชำระหนี้และอาจเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของฝรั่งเศสลดลง หลังจากที่ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่
ไมเคิล เดิร์กส หัวหน้านักวิเคราะห์ของเอฟเอกซ์โปร ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ในลอนดอน มองว่า เราอาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ และจะเป็นเรื่องที่แปลกมากหากกรีซจะไม่ออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนภายในปีนี้







