
3 ยอดขุนพลแผ่นดินเดือด (9)
หลังจากที่โนบุนากะทูลขอตัดส่วนชิ้นไม้หอมล้ำค่าได้แล้ว โนบุนากะก็มั่นใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ นั่นก็คือกลุ่มสาวกลัทธิอิกโคอิกกิ ที่มีกำลังมากกว่า 1แสนคน ในปลายเดือน 6 ปีเทนโชที่ 2 โนบุนากะได้มีคำสั่งให้แต่งทัพขนาดใหญ่ กำหนดให้เผด็จศึกกำจัดพวกอิกโคอิกกิให้สิ้นซาก คราวนี้บัญชาให้เจ้าหัวเมืองในอาณัติทั้งหมดระดมทหารเข้าร่วมศึก คาดว่าน่าจะมีทหารร่วมศึกนี้ถึง 8 หมื่นนาย ให้ทัพใหญ่มุ่งเข้าตีทางบก แล้วให้ทัพน้อยกดดันจากทางทะเล ใช้เวลาระดมพลเพียง 10 กว่าวัน ในต้นเดือน 7 ก็เคลื่อนทัพสู่นากาชิมะอันเป็นฐานที่มั่นของพวกอิกโคอิกกิ
หลังจากที่โนบุนากะทูลขอตัดส่วนชิ้นไม้หอมล้ำค่าได้แล้ว โนบุนากะก็มั่นใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ นั่นก็คือกลุ่มสาวกลัทธิอิกโคอิกกิ ที่มีกำลังมากกว่า 1แสนคน ในปลายเดือน 6 ปีเทนโชที่ 2 โนบุนากะได้มีคำสั่งให้แต่งทัพขนาดใหญ่ กำหนดให้เผด็จศึกกำจัดพวกอิกโคอิกกิให้สิ้นซาก คราวนี้บัญชาให้เจ้าหัวเมืองในอาณัติทั้งหมดระดมทหารเข้าร่วมศึก คาดว่าน่าจะมีทหารร่วมศึกนี้ถึง 8 หมื่นนาย ให้ทัพใหญ่มุ่งเข้าตีทางบก แล้วให้ทัพน้อยกดดันจากทางทะเล ใช้เวลาระดมพลเพียง 10 กว่าวัน ในต้นเดือน 7 ก็เคลื่อนทัพสู่นากาชิมะอันเป็นฐานที่มั่นของพวกอิกโคอิกกิ
กลางเดือน 7 ทัพบกก็เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ของพวกอิกโคอิกกิ แล้วทัพของโนบุนากะก็เริ่มบดขยี้พวกสาวกอิกโคอิกกิ การต่อสู้เป็นไปเหมือนหินร้อนลาวาไหลลงสู่ทุ่งหญ้า ที่น่ากลัวที่สุดก็คือพวกสาวกอิกโคอิกกินั้นไม่หวั่นไหวกับความตาย ต่างเชื่อว่าการตายในศึกครั้งนี้จะส่งวิญญาณพวกเขาไปสู่ดินแดนสงบสุขในสวรรค์ พวกสาวกเหล่านั้นต่อสู้อย่างไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เสมือนหนึ่งเอากระดูกเข้าหยุดยั้งดาบเพียงหวังจะได้แทงทหารของโนบุนากะได้สักแผล
ยังไม่ทันจะเข้าสู่เดือน 8 พวกอิกโคอิกกิก็ถูกปิดล้อมโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งเหนือใต้ออกตกทั้งทางบกทางทะเล ล้วนแล้วแต่มีทหารของโนบุนากะห้อมล้อมไว้ทั้งสิ้น พวกเหล่าสาวกนั้นได้เพียงแต่ถอยกลับเข้าปราสาททั้ง 5 ในพื้นที่ ที่ปราสาทโอโทริอิ และปราสาทซาซาบาชิ โนบุนากะให้บุตรชายคนรอง โนบุคาซึ และบุตรชายคนที่ 3 โนบุโนริ เป็นผู้นำการโจมตี ในสมรภูมินั้นพี่น้องทั้งสองได้ใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเข้าไปในปราสาท จนกระทั่งพวกในปราสาทประกาศขอยอมจำนน แต่ทว่าโนบุนากะกลับไม่ยอมรับการขอจำนนนั้น คงให้ยืนยันคำสั่งเดิมคือให้ถล่มให้ราบคาบ แล้วในยามค่ำคืนต้นเดือน 8 พวกสาวกยอมทิ้งปราสาทโอโทริอิหนีออกมาหาคมดาบสาวกหญิงชายล้มตายไปอีก 1,000 กว่าคน
ส่วนที่ปราสาทซาซาบาชินั้น ขอยอมจำนนเช่นกัน โดยยื่นข้อเสนอจะนำทางให้โนบุนากะเข้ายึดปราสาทนากาชิมะ แต่พวกในปราสาทนากาชิมะกลับไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ โนบุนากะจึงสั่งปิดล้อมปราสาทอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้พวกในปราสาทอดจนตายไป ในที่สุดพวกที่เหลืออยู่จำนวนน้อยนิดทนไม่ไหว ได้ลักลอบหลบหนีทางทะเล แต่โนบุนากะก็ยังสั่งให้กองเรือใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเรือที่หนีออกมาจนจมลงหายไปในท้องทะเลจนสิ้น
สำหรับปราสาทที่เหลืออีก 2 แห่ง โนบุนากะสั่งให้เผาทั้งปราสาททั้งพวกที่หลบอยู่ในปราสาททั้งหมด เมื่อย่างเข้าสู่เดือน 9 พวกอิกโคอิกกิก็ถูกจำกัดจนหมดสิ้น ที่เหลือเพียงน้อยนิดก็กระจัดกระจายไปยากที่จะรวมตัวกันได้อีก ทว่าถึงแม้โนบุนากะจะได้ชัยชนะอย่างขาดลอย แต่ด้วยความไม่กลัวตายของพวกอิกโคอิกกินี้ ก็ทำให้โนบุนากะต้องเสียขุนพลมีชื่อไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ย้อนกลับไปในปีเทนโชที่หนึ่ง ความลับเรื่องมรณกรรมของชิงเกนที่ถูกผู้คนกังขา ทำให้ โอคุไดระ ซาดะมาซะ ที่เคยยอมสวามิภักดิ์ให้กับตระกูลทาเคดะนึกตีตัวออกห่างหันกลับมายอมรับตระกูลโตกุกาวาเป็นนายอีกครั้ง ครั้นพอถึงปีเทนโชที่ 3 ทาเคดะ คัตสึโยริ ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าแคว้นต่อจากชิงเกนผู้พ่อ จึงได้รวบรวมกำลังเข้าโจมตีตระกูลโอคุไดระผู้แปรพักตร์ที่ปราสาทนากาชิโนะ ซึ่งด้วยเหตุนี้โนบุนากะก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะชำระแค้นกับหนามยอกใจอย่างตระกูลทาเคดะที่เคยไล่ล่าโนบุนากะจนเกือบจนกระดาน คราวนี้โนบุนากะใช้กำลังผสมระหว่างทัพใหญ่ 3 หมื่น จากกิฟุ และให้โตกุกาวานำทัพจากแคว้นมิคาวะอีก 8,000 มาสมทบร่วมกันถอนแค้นล้างเรื่องค้างคาใจ
สำหรับแผนการรบในครั้งนี้ของโนบุนากะที่วางไว้ก็คือการใช้ปืนไฟคุณภาพสูงจากยุโรป ซึ่งเป็นปืนไฟที่ทรงอานุภาพมากกว่าที่มีใช้กันโดยทั่วไปในยุคนั้น แล้วในเดือน 5 วันที่ 21 ของปีเทนโชที่ 3 กองทัพของโนบุนากะก็เดินทัพออกมาตั้งค่ายขึ้นที่ทุ่งชิตารางะ อันที่จริงที่ทุ่งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีชัยภูมิที่เหมาะต่อการตั้งค่ายตั้งรับศึกสักเท่าใดนัก ด้วยเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เลาะเลียบริมแม่น้ำ ซ้ำยังมีสภาพเป็นเนินลับตา ยากต่อการสังเกตการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ แต่โนบุนากะก็เลือกเอาข้อด้อยเหล่านี้มาใช้ให้เป็นยุทธศาสตร์ มีการตกแต่งพื้นที่สมรภูมิ ขุดแนวคูดินสร้างอุปสรรค แล้วปักแนวรั้วไว้สกัดทหารม้า จัดกองกำลังอยู่ในระยะที่ยิงถึง และแน่นอนว่าด้วยอานุภาพปืนที่แตกต่าง จึงทำให้สมรภูมินี้โนบุนากะอยู่ในตำแหน่งที่เข้าทำอย่างเดียว โดยที่ ทาเคดะ คัตสึโยริ มีโอกาสตอบโต้ได้น้อยมาก แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาดหมาย เพียงชั่ว 8 ชั่วโมง กองทหารประมาณ 1.5 หมื่นนายของคัตสึโนริ ติดเข้ากับกลศึกของโนบุนากะถูกลูกกระสุนล้มตายไปถึง 8 ส่วน
หลังจากศึกนางาชิโนะแล้ว จักรพรรดิโอกิมาจิได้มีพระราชโองการอวยตำแหน่งภายในราชสำนักให้กับโนบุนากะ แต่ทว่าโนบุนากะกลับไม่ขอรับตำแหน่งตามพระราชโองการนั้น เพียงแต่ส่งขุนพลในอาณัติเข้าไปกินตำแหน่งต่างๆ ภายในราชสำนักแทน
แล้วในช่วงเดียวกันนั้น ได้เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นกับขุนพิทักษ์นครแห่งแคว้นเอจิเซ็นที่โนบุนากะแต่งตั้งไป จากการสอบสวนผู้ร่วมก่อการได้ความว่า เป็นการฆาตกรรมขุนพิทักษ์นครโดยฝีมือของกลุ่มสาวกวัดฮงกันที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับโนบุนากะมาก่อน โนบุนากะจึงใช้เหตุนี้ตั้งกองกำลังเข้าไปกวาดล้าง แล้วปลดกลุ่มตระกูลเจ้าแคว้นเดิม ริบแคว้นให้เป็นเขตภาษีของตน แล้วแต่งตั้งในขุนพลของตนเข้าควบคุมแคว้นเอจิเซ็นแทน
แล้วในเดือน 11 วันที่ 4 ของปีนั้น โนบุนากะได้รับพระราชทานตำแหน่งอีกครั้ง คราวนี้ทรงแต่งตั้งให้เป็นสมุหนายก แล้วต่อมาเพียงแค่ 3 วัน ก็มีพระราชโองการพระราชทานตำแหน่งให้เป็นแม่ทัพพิทักษ์บัลลังก์ฝ่ายขวา (เทียบเท่ากับตำแหน่งเซอิไตโชกุน) พร้อมกันนั้นก็ได้พระราชทานตำแหน่งสำคัญทางการปกครองให้กับลูกๆ ของโนบุนากะอีกด้วย
หลังจากรับพระราชทานตำแหน่งทางการบริหารขั้นสูงสุด โนบุนากะก็ได้เดินทางกลับแคว้นเดิมของตน เพื่อจัดตั้งคณะบริหาร แล้วในต้นปีเทนโชที่ 4 โนบุนากะก็มีดำริสร้างปราสาทแห่งใหม่ขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางบริหารประเทศขึ้นที่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบบีวะ ให้เรียกว่าปราสาทอาซึจิ ใช้เวลาสร้างเพียง 3 ปีเศษ ปราสาทที่สวยงามและหรูหราที่สุดก็สำเร็จและกลายเป็นศูนย์กลางบริหารราชการแห่งใหม่ของประเทศญี่ปุ่นไปนับตั้งแต่บัดนั้น







