โลกเดินหน้าตะลุยอวกาศที่พึ่งแหล่งทรัพยากรแห่งใหม่
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เมื่อแหล่งแร่ธาตุ วัตถุดิบ และทรัพยากรบนพื้นโลกไม่สามารถเพิ่มพูนงอกเงยได้ทันกับความต้องการของคน สิ่งมีชีวิตที่มีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์จึงต้องดิ้นรนหาทางเลือกและทางรอดให้กับตัวเอง ด้วยการหาแหล่งพึ่งพาทางทรัพยากรแห่งใหม่
และคำตอบที่ว่า ก็คือ ดินแดนที่ไกลออกไปเหนือน่านฟ้า นอกพิภพ สู่ความเวิ้งว้างดำมืดที่ไร้ขอบเขตและจุดสิ้นสุดของห้วงอวกาศ
แม้แนวคิดที่ว่ามนุษย์ในอนาคตจะพึ่งพาแหล่งทรัพยากรวัตถุดิบเพื่อใช้ในทางอุตสาหกรรมและการพาณิชย์จากอวกาศเพิ่มขึ้น จะดูเป็นเรื่องเพ้อฝันตามแบบฉบับนิยายแฟนตาซีวิทยาศาสตร์ที่ไม่น่าเป็นไปได้จริง
แต่วันนี้เรื่องราวน่าเหลือเชื่อเหล่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นจริง ภายหลังจากที่ แพลนเนตทารี รีซอร์ซส์ อิงก์ บริษัทสัญชาติมะกัน ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ประกาศเปิดตัวโครงการสำรวจและขุดเจาะทำเหมือง แร่บนดาวเคราะห์น้อยที่โคจรอยู่ใกล้กับโลกราว 9,000 กว่าดวง อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑ์การบิน มลรัฐซีแอตเทิล สหรัฐ
แพลนเนตทารี รีซอร์ส ระบุว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า บริษัทจะสามารถส่งฝูงยานบินอวกาศที่มีต้นทุนการสร้างต่ำไปขุดหาและทำเหมืองแร่บนกลุ่มดาวเคราะห์น้อยต่างๆ ที่โคจรอยู่ใกล้กับโลก โดยภายใต้ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหประชาชาติของสหรัฐ (นาซา) ดาวเคราะห์แต่ละดวงนั้นล้วนเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่น่าสนใจ อุดมไปด้วยคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทองคำ แพลทินัม แร่เหล็ก นิเกิล ซัลเฟอร์ พาลาเดียม ออสเมียม หรือแม้กระทั่งแร่หายาก (แรร์เอิร์ท)
เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนทำเหมืองแร่ที่คุ้มค่าแน่นอน และยิ่งเมื่อบวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า บริเวณดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากโลกสักเท่าใดนัก ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินการจึงไม่สูงมากจนเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น การขุดเจาะและทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ ยังมีความได้เปรียบและทำได้ง่ายกว่าการทำเหมืองแร่บนดาวอื่นๆ เช่น ดวงจันทร์ หรือดาวอังคาร เนื่องจากการขุดเจาะและแยกแร่จากก้อนหินบนดาวเคราะห์ไม่ต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วง ฉะนั้นการดูดแร่ขึ้นมาจากใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยจึงทำได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถขับเคลื่อนยานออกจากดาวดวงหนึ่งไปสู่อีกดวงหนึ่งได้สะดวก เพราะไม่ต้องใช้พลังงานเพื่อหนีแรงโน้มถ่วงมาก เหมือนกับดาวดวงอื่นๆ ที่มีแรงโน้มถ่วงสูง
หากโครงการดังกล่าวสำเร็จตามแผนที่วางไว้ จะมีส่วนช่วยทำให้ราคาต้นทุนของสินค้าบนโลกหลายชนิดถูกลง อันเป็นผลมาจากราคาของแร่ธาตุที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าต่างๆ ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าราคาของแร่ธาตุซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในปัจจุบันมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนถลุงขุดเจาะที่สูงและปริมาณที่เหลือน้อยร่อยหรอลง ซึ่งสวนทางกับความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแร่ธาตุบางส่วนก็ตกอยู่ในมือของผู้ผลิตเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น แร่แรร์เอิร์ท ซึ่งใช้ผลิตสินค้าไฮเทค ตกอยู่ในมือของจีนโดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 97% ของที่โลกผลิตได้ทั้งหมด
เท่ากับว่า การเพิ่มแหล่งขุดแร่ทำเหมืองจากอวกาศเข้ามา จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ตลาดในการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยดึงต้นทุนราคาวัตถุดิบให้ถูกลง
ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวยังได้ช่วยเปิดโฉมหน้าทางประวัติศาสตร์แก่มวลมนุษยชาติ ในด้านการสำรวจ การลงทุน และการทำการค้าในรูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย
“หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต้องหันมาลงทุน สำรวจ และสร้างระบบการขนส่งขนาดใหญ่ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากความต้องการทรัพยากรเป็นตัวนำทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น ชนชาติยุโรปที่ค้นพบเอเชียได้ เพราะต้องการเครื่องเทศ ชนชาติสหรัฐที่ขยายความเจริญไปฝั่งตะวันตกได้ เพราะต้องการทรัพยากรไม้ ทองคำ และน้ำมัน” ปีเตอร์ ดิอาแมนดิส ประธานผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แพลนเนตทารี รีซอร์ส กล่าว
อย่างไรก็ตาม แพลนเนตทารี รีซอร์ส ย้ำว่า บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะการทำเหมืองเพื่อหาสินแร่มีค่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีจุดมุ่งหมายอีกอย่างที่สำคัญ นั่นคือ การขุดหาน้ำที่อยู่ในดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ ด้วยเหตุที่ในดาวเคราะห์น้อยต่างๆ จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ซึ่งหากทำการขุดค้นและแยกสกัดน้ำออกจากหินบนดาวเคราะห์ออกมาได้สำเร็จ จะถือเป็นการปฏิวัติการเดินทางในอวกาศไปตลอดกาล
เพราะน้ำสามารถแยกออกเป็นธาตุพื้นฐาน ได้แก่ ออกซิเจน และก๊าซไฮโดรเจน เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานอวกาศได้ ซึ่งจะช่วยทำให้การเติมเชื้อเพลิงและพลังงานให้แก่ยานอวกาศและดาวเทียมที่ลอยอยู่ในชั้นวงโคจรของโลกสามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ถูกลง
หากเป็นเช่นที่แพลนเนตทารี รีซอร์ส คาดหวังเอาไว้ หนทางสู่การจัดตั้งสถานีพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับยานอวกาศที่ต้องการเดินทางสำรวจในอวกาศในอนาคตก็กำลังจะเป็นจริง พร้อมกันนี้ยังเป็นการเปิดขยายเส้นทางให้เกิดการสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยจักรวาลได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการสำรวจอวกาศได้มาก โดยแผนการดังกล่าวคือเป้าหมายที่บริษัทมุ่งทำให้เกิดขึ้นภายในปี 2563
ทั้งนี้ ในแผนงานเบื้องต้นที่บริษัท แพลนเนตทารี รีซอร์ส ได้วางไว้ระบุว่า ภายใน 2 ปีนี้จะส่งยานอวกาศ พร้อมกับอุปกรณ์กล้องโทรทรรศน์ เพื่อออกสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ ที่ลอยอยู่ใกล้กับโลก แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญสังเกต ตลอดจนวิเคราะห์ว่ามีดาวเคราะห์ดวงไหนบ้างที่มีความเหมาะแก่การลงทุนเข้าไปขุดเจาะทำเหมืองแร่เป็นแหล่งแร่และวัตถุดิบ
จากนั้นทางบริษัทจะส่งยานอวกาศลำที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อไปสำรวจในเชิงลึก เพื่อดูในรายละเอียดภายในดาวเคราะห์ที่ได้รับการหมายตาจากผู้เชี่ยวชาญเอาไว้แล้ว โดยภายในระยะเวลาอีก 510 ปีถัดไป บริษัท แพลนเนตทารี รีซอร์ส วางแผนว่าจะต้องก้าวจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการสำรวจดาวเคราะห์รอบวงโคจรนอกโลก ไปสู่การดำเนินการทำเหมือง สกัดแยกแร่และวัตถุดิบออกจากพื้นดินของดาวเคราะห์ให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยในส่วนของการทำเหมืองขุดแร่นั้น ทางแพลนเนตทารี รีซอร์ซส์ มุ่งจะทำหน้าที่โดยใช้ฝูงยานอวกาศที่มีต้นทุนต่ำ
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวไม่ใช่แค่อยู่แต่ในความฝัน หรือในเศษกระดาษเท่านั้น เนื่องจากได้รับเงินทุนสนับสนุนจากอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันหลายราย อาทิ ลาร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัท กูเกิล อิงก์ อีริก ชมิดต์ ประธาน บริษัท กูเกิล อิงก์ และ ชาร์ลส์ ซิโมนยี อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท ไมโครซอฟท์
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียติจากคนดังและผู้เชี่ยวชาญที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับมือทองร้อยล้านแห่งวงการฮอลลีวูด ทอมส์ โจนส์ อดีตนักบินอวกาศนาซา ซารา เซียร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกวิทยาของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) แห่งสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนงานที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายเป็นอย่างดี แต่โครงการดังกล่าวก็ไม่วายเป็นที่กังขาถึงความเป็นไปได้จากนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศเป็นจำนวนมาก โดยฝ่ายที่สงสัยอดคิดไม่ได้ว่า โครงการเหมืองแร่นอกโลกนี้เป็นสิ่งที่ กล้า บ้าบิ่น ฟุ้งเฟ้อ และจะคุ้มทุนเหมือนที่คาดการณ์กันไว้หรือไม่
เนื่องจากกระบวนการค้นหาและได้มาซึ่งแร่จากอวกาศนั้น มีต้นทุนที่สูงกว่ากระบวนการบนโลกมาก ซึ่งอาจจะทำให้ราคาแร่ที่มาจากอวกาศมีราคาแพงเกินไป เช่น ในปัจจุบันราคาทองคำและแพลทินัมที่ซื้อขายกันในตลาดอยู่ที่ออนซ์ละ 1,600 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.96 หมื่นบาท) ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากนาซา ซึ่งไปขุดค้นทองคำและแพลทินัมที่ดาวเคราะห์นอกโลกมา ปรากฏว่ามีราคาสูงกว่าในตลาดเกือบถึง 5 เท่า อยู่ที่ออนซ์ละ 5,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.55 แสนบาท)
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วน มองว่า การวางโครงการว่าจะสำเร็จขึ้นจริงใน 10 ปีข้างหน้านี้ ดูจะเป็นไปได้ยากยิ่งและยังคงมีความท้าทาย ถ้าหากมีการขนย้ายแร่กลับมาสู่พื้นโลกเป็นจำนวนมากอีกด้วย
“ในระยะเวลาอีก 10 ปีนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทจะสามารถทำโครงการสำเร็จ” แอนดริว เฉิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าว
ขณะที่ รอน โฮล ประธานสถาบันอวกาศและยานบินของแคนาดา ได้ออกมาระบุเช่นกันว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าโครงการดังกล่าวจะสำเร็จตามที่วางไว้ แต่หากเป็นในระยะที่ยาวนานกว่านั้นออกไปอาจเป็นไปได้มากกว่า
ด้าน เจฟเฟอรี คาลเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยา จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ของสหรัฐ กล่าวว่า ปัญหาและความท้าทายที่โครงการนี้ต้องพบ คือ การขนถ่ายผลผลิตที่ขุดได้กลับมาสู่พื้นโลก
“การขนแร่กลับมาสู่โลก ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำกำไรแค่ระยะ 3 ปี แต่มันเป็นผลประโยชน์ระยะยาวที่มีมากอย่างมหาศาล” คาลเกล กล่าว พร้อมหยิบยกกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับการค้นพบซากเรือที่อับปางก้นมหาสมุทรว่า สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แต่เป็นผลประโยชน์ที่บริษัทได้อยู่ฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ คาลเกล ย้ำว่า การขนแร่จำนวนมากกลับสู่พื้นโลก จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง โดยจะทำให้แร่บาง อย่างมีราคาลดลงอย่างน่าใจหาย และจะทำให้ผู้คนใช้แร่ดังกล่าวในแบบที่ไม่เคยกล้าที่ทำมาก่อน
ทั้งนี้ โครงการขุดสำรวจทำเหมืองแร่นอกโลกของแพลนเนตทารี รีซอร์ส ไม่ได้มีเพียงแค่บริษัทเดียว เนื่องจากปัจจุบันมีหลายประเทศและหลายบริษัทที่เริ่มหันมาจับจ้องทำธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจและทำเหมืองแร่นอกโลกกันแล้ว เช่น องค์การอวกาศในแคนาดา ที่หันมาจับมือกับสภาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อสรรค์สร้างและคิดค้นวิธีการทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ขณะที่นาซากำลังคิดค้นวิธีที่จะได้มาซึ่งแร่และทรัพยากรจากบนดา


