
ศก.ผู้ดีถดถอยเมืองเบียร์รอด
อังกฤษสะท้านเศรษฐกิจเดินสู่ภาวะถดถอย หลังจีดีพีลดสองไตรมาสรวด ขณะที่เยอรมนีรอด ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้โตอีก 0.7% ด้านกูรูเชื่อเฟดตรึงดอกเบี้ยต่ำอีก 2 ปี ไร้นโยบายใหม่
อังกฤษสะท้านเศรษฐกิจเดินสู่ภาวะถดถอย หลังจีดีพีลดสองไตรมาสรวด ขณะที่เยอรมนีรอด ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้โตอีก 0.7% ด้านกูรูเชื่อเฟดตรึงดอกเบี้ยต่ำอีก 2 ปี ไร้นโยบายใหม่
สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ เปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2555 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอังกฤษลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2554
รายงานระบุว่า ตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอังกฤษชะลอตัวลงติดต่อกันถึงสองไตรมาส ได้กลายเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าเศรษฐกิจประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา
แถลงการณ์ของสำนักงานสถิติอังกฤษ ระบุเพิ่มเติมว่า การลดลงของจีดีพีในไตรมาสแรกนี้ เป็นผลมาจากผลประกอบการที่ย่ำแย่จากภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง
ขณะที่ในวันเดียวกัน ฟิลิปป โรเอสเลอร์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี ได้ออกมาปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้อีก 0.7 และ 1.6% ในปี 2556 เหตุตัวเลขรายได้ต่อหัวของประชากรมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจำนวนคนว่างงานที่คาดกันว่าจะลดลงเหลือ 6.7% ในปี 2555 และมาอยู่ที่ 6.5% ในปีหน้า ซึ่งนับเป็นตัวเลขการว่างงานที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี ระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้มั่นใจได้ว่า เยอรมนีจะยังคงรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย และยังคงรักษาสถานภาพผู้นำของภูมิภาคไว้ได้ เพียงแต่ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ต้องเฝ้าระวัง และร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขอย่างเหมาะสม
ด้านนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างออกมาคาดการณ์ถึงผลการประชุมประจำเดือนของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าเฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำใกล้ศูนย์ต่อไปจนถึงปี 2557 และยังไม่น่าจะกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตัวใหม่ในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ โดยคาดกันว่า เฟดอาจจะขอรอดูท่าทีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐให้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า แม้ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด จะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังดีขึ้น แต่ปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราการจ้างงานที่ชะลอตัวลง และวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ยังไม่ยุติ จะกลายเป็นปัญหาน่าปวดหัวสำหรับเฟดในอนาคตอันใกล้นี้







