
เช็งเม้งยุคศิวิไลซ์
ในส่วนของการปัดกวาดสุสานนั้น มีการทำธุรกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยการมีบริษัทตัวแทนในการดูแลเรื่องปัดกวาดสุสาน
ในส่วนของการปัดกวาดสุสานนั้น มีการทำธุรกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยการมีบริษัทตัวแทนในการดูแลเรื่องปัดกวาดสุสาน
ตลอดทุกขั้นตอน บริการของบริษัทเหล่านี้ครอบคลุมถึงการปัดกวาดสุสาน การจุดธูปเทียน การวางดอกไม้ การอ่านคำไว้อาลัย เป็นต้น หรือถ้าลูกค้าต้องการเพิ่มเติมบริการ “โขกศีรษะ” หรือ “ก้มตัวไปเกาะป้ายสุสานแล้วร้องไห้” ก็สามารถสนองความต้องการดังกล่าวได้ ขอเพียงชำระค่าใช้จ่ายให้ครบตามจำนวนรายการที่แจ้งไว้ สำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์น้อยหรือไม่ประสงค์ที่จะใช้บริการแบบเหมารวม ก็สามารถเลือกใช้เฉพาะบริการที่ตนเองต้องการ
ไม่น่าเชื่อว่าขั้นตอนของ “การก้มตัวไปเกาะป้ายสุสานแล้วร้องไห้” จะมีการฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังก่อนลงสนามจริง และเป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ราคาทั่วไปของการร้องไห้นาน 10 นาที อยู่ที่ 300 หยวน (ราว 1,500 บาท) หรือถ้าจะให้นานกว่านั้นเป็นครึ่งชั่วโมง ก็เพิ่มเงินเป็น 900 หยวน (ราว 4,500 บาท) ค่าใช้จ่ายที่คิดกันในแต่ละบริการจะเป็นเลขคี่ ไม่เอาเลขคู่ เพราะถือเป็นเลขมงคล ลองคิดกันดูว่าการหาเงินจำนวนนี้ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ซ้ำยังไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย แค่เค้นน้ำใสๆ ออกจากดวงตาจนครบตามเวลาที่กำหนด ก็มีรายได้เข้ากระเป๋า แล้วจะไม่ให้เจ้าของธุรกิจตาโตได้อย่างไร
ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าวว่าไม่เหมาะไม่ควร ขัดต่อแนวคิดเรื่องความกตัญญูที่ปลูกฝังกันมาหลายพันปี เพราะคงไม่มีลูกหลานที่ไหนยอมให้คนแปลกหน้ามาแสดงความอาลัยอาวรณ์และรำลึกถึงบุพการีด้วยการปล่อยโฮอยู่หน้าสุสานทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ว่ากันตามความรู้สึกแล้วถือว่าไม่ให้เกียรติผู้ตายเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะมีสายตาที่มองคนกลุ่มนี้ว่าเป็นลูกหลานที่ไม่ค่อยมีจิตสำนึกก็ไม่ได้เกิดผลใดๆ ธุรกิจดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่มีความต้องการของลูกค้า
หลังจากที่พิธีการหน้าสุสานเสร็จสิ้นลง ยังมีบริการส่งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอไปยืนยันผลงานกับทางลูกค้าอีกด้วย ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น และลงโฆษณากันอย่างแพร่หลายตามเว็บไซต์ขายสินค้า และมีผู้เข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย ทั้งยังมีการโพสต์ความคิดเห็นที่หลากหลายลงในเว็บไซต์เหล่านี้มากมาย โดยมีการให้เบอร์ติดต่อ ชื่อของที่ตั้งสุสาน ความจำนงในการใช้บริการ รวมถึงวันเวลานัดหมายในการใช้บริการ ทั้งนี้ราคาของบริการดังกล่าวก็ลดหลั่นกันไปตามกำลังทรัพย์ของลูกค้า หากสุสานตั้งอยู่ไกลมากก็คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แน่นอนว่าใครก็คงไม่สามารถตัดสินศีลธรรมจรรยาของลูกค้าที่แวะเวียนมาใช้บริการปัดกวาดสุสาน และตราหน้าคนกลุ่มนี้ว่าเป็นลูกหลานที่ขาดจิตสำนึก ละเลยหน้าที่อันพึงปฏิบัติได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหากมองจากสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันนานัปการ บางทีอาจมีใจเต็มร้อยที่จะเดินทางไปเคารพญาติผู้ล่วงลับยังสุสาน แต่ก็ติดข้อจำกัดอยู่หลายประการ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจและน่าเห็นใจอยู่บ้าง แม้ว่าวันเช็งเม้งจะเป็นวันหยุดราชการ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง หรืออยู่ห่างไกลจากสุสานบรรพบุรุษ ก็อาจไม่สะดวกและติดในเรื่องของเวลา การเลือกให้ผู้อื่นปัดกวาดสุสาน วางดอกไม้สดและของเซ่นไหว้ ถือเป็นการแสดงกตเวทิตาจิตที่พวกเขาคิดว่าจะช่วยชดเชยในสิ่งที่ตนไม่สามารถปฏิบัติต่อบรรพบุรุษได้
กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวันเช็งเม้งที่กำลังพูดกันอย่างหนาหูในหมู่ชาวจีน คือ ราคาสุสานที่กลายเป็น Talk Of The Town เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ถึงกับมีการจัดอันดับท็อปเทนของราคาที่ดินสุสานในประเทศกันเลยทีเดียว “ราคาที่ดินสูงก็ต้องก้มหน้าหาเงินไป ราคาสินค้าขึ้นก็ต้องรู้จักมัธยัสถ์ ราคาเนื้อสัตว์ขึ้นก็ต้องรู้จักบริโภคแต่น้อย ราคาสุสานสูงก็คงต้องห้ามตัวเองไม่ให้ตาย (ตายไม่ได้เพราะไม่มีเงินซื้อสุสาน)” เป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นถึงราคาสุสานที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสุสานที่มีฮวงจุ้ยดี กลายเป็นชิ้นปลามันที่สร้างรายได้ให้แก่นายหน้าและนักธุรกิจค้าสุสานอย่างเป็นกอบเป็นกำ
เราลองไปเปิดหูเปิดตากันว่าสุสานราคาแพงระดับ 3.68 ล้านหยวน (ราว 18.4 ล้านบาท) ที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณสุสานว่อหลง อำเภอจัวโจว มณฑลเหอเป่ย์ ซึ่งเคยเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วบ้านทั่วเมือง จะมีสภาพแวดล้อมบริเวณสุสานเป็นอย่างไรกันบ้าง สุสานแห่งนี้สร้างบนเนื้อที่ 7080 ตารางเมตร ป้ายสุสานทำด้วยหินแกรนิต ศาลาทำด้วยหินอ่อนสีขาว โดยมีการสร้างสะพานโค้งเล็กๆ เชื่อมต่อกับศาลา รอบๆ ศาลามีการสร้างภูเขาเทียม โดยมีแอ่งน้ำทรงโค้งล้อมรอบ
ลำพังค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าที่ดินก็ปาเข้าไปล้านกว่าหยวน (ราว 5 ล้านกว่าบาท) แล้ว นี่ยังไม่นับรวมค่าบำรุงรักษานาน 40 ปี อีก 1.5 แสนหยวน (ราว 7.5 แสนบาท) ที่สำคัญ มีค่าออกแบบตามหลักฮวงจุ้ยอีกเกือบล้านหยวน (ราว 5 ล้านบาท) คนขายบอกว่ากำไรไม่มาก แค่ 6.5 แสนหยวน (ราว 3.25 ล้านบาท) เท่านั้นเอง เป็นที่ทราบกันดีว่าอำเภอแห่งนี้ไม่ได้เป็นแหล่งอาศัยของคนมีฐานะ แต่เหตุที่มีการสร้างสุสานราคาแพงเป็นเพราะได้รับอิทธิพลความเชื่อเรื่องศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย แต่ไหนแต่ไรมาบริเวณแห่งนี้มักใช้เป็นสถานที่ฝังศพของบรรดากษัตริย์และเสนาบดีคนสำคัญของประเทศมากมาย จึงไม่แปลกที่บรรดาเศรษฐีเงินเย็นต่างเฮโลกันไปจับจองสุสานแถบนี้ ด้วยหวังว่าจะช่วยเสริมดวงช่วยให้ธุรกิจเฟื่องฟู
ด้วยเหตุนี้เอง ธุรกิจการค้าสุสานนับวันจึงสร้างแรงดึงดูดให้แก่นักลงทุนจำนวนมาก เพราะแต่ละปีราคาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ยิ่งถ้าเป็นทำเลทองด้วยแล้ว อัตราการเพิ่มของราคาที่ดินจะเป็นตัวเลขที่สูงมากทีเดียว โดยมากมักมีการซื้อเพื่อเก็งกำไรและขายต่อให้กับผู้อื่น และมีการดัดแปลงองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ภายในสุสาน ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนวัสดุของป้ายสุสาน ปลูกต้นไม้สีเขียวแซมบ้าง เท่านี้ก็สร้างกำไรได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นหยวน (ราว 1 แสนบาท) แล้ว ยิ่งการซื้อสุสานเก็งกำไรของบรรดานายหน้าค้าที่ดินผ่านกันหลายมือมากเท่าใด ราคาสุสานก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นเหตุให้ค่าสุสานในตลาดสูงขึ้นอย่างที่เป็นอยู่
สำหรับราคาที่แพงลิ่วของสุสานหลายแห่งทั่วประเทศกลายเป็นปัญหาหนักอกของผู้คนจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ตลาดการขายสุสานในกว่างโจวนับวันจะมีราคาสูงกว่าราคาบ้านเสียอีก จนชาวบ้านถึงกับเอ่ยปากว่าราคาสุสานยังแพงกว่าคฤหาสน์เสียอีก หลายปีมานี้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ของสุสานจะเข้าข่ายตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เก็งกำไรกันจนรัฐต้องใช้มาตรการควบคุมราคาบ้านอย่างเข้มข้น
ขณะที่คนมีฐานะไม่ได้รู้สึกรู้สากับค่าสุสานที่มีตัวเลขหลายหลักเท่าใดนัก แต่คนที่มีฐานะปานกลางและค่อนข้างต่ำ กลับเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ลำพังค่าใช้จ่ายประจำวันก็เป็นภาระหนักอกแล้ว ยังต้องมาเจียดเงินส่วนหนึ่งไปกับค่าสุสานที่นับวันจะหาซื้อยากและราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน จนมีเสียงสะท้อนว่า “ตอนอยู่ก็เป็นทาสของราคาบ้าน ตายไปยังต้องเป็นทาสของราคาสุสานอีก” ฟังแล้วช่างเป็นสังคมที่น่าเห็นใจจริงๆ
ปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นกับเทศกาลเช็งเม้งในสังคมจีนทุกวันนี้ ย่อมสร้างภาระให้แก่คนที่มีทุนทรัพย์ไม่มากอยู่ไม่น้อย แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสการซื้อของเซ่นไหว้และการซื้อสุสานราคาแพงตามผู้อื่น เพราะเหนือสิ่งอื่นใดหัวใจสำคัญของเทศกาลเช็งเม้งอยู่ที่การแสดงกตเวทิตาต่อญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ในหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
แต่จะดีกว่าไหม หากเราตระหนักถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่!







