
สุขได้ด้วยมือเรา
การหยิบยื่นความช่วยหลือให้แก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
การหยิบยื่นความช่วยหลือให้แก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ถือเป็นกิจอันพึงปฏิบัติของผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม เราจึงเห็นการรณรงค์เรื่อง “จิตอาสา” เกิดขึ้นทั่วหนแห่งไม่เว้นแม้แต่ในครอบครัวใหญ่อย่างสังคมจีนที่มีคนนับพันล้านคนอาศัยอยู่รวมกัน ภาพการหลั่งไหลของผู้คนจากทั่วสารทิศที่พร้อมใจกันหยิบยื่นความช่วยเหลือในเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม การมอบความรักและการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงวัยในบ้านพักคนชราและอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนปรากฏให้เราเห็นอย่างไม่ขาดสาย สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้มีร่วมกันคือ จิตใจที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมชาติ ยิ่งคนกลุ่มนี้มีมากเท่าใด สังคมจีนย่อมมีความแข็งแกร่งและเกิดความสมัครสมานสามัคคีมากเป็นทวีคูณ
ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับห้าพันปี มีวีรบุรุษและนักรบจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยอมพลีชีพและอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ยังคงอยู่ในความทรงจำของชนรุ่นหลัง แต่หากจะเอ่ยถึงตัวแทนของการอุทิศตนเพื่อสังคมที่รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคสมัยนี้แล้วละก็ คงต้องยกนิ้วให้กับหนุ่มใจซื่อมือสะอาดที่มีชื่อว่า “เหลยเฟิง” แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ แต่เรื่องราวดีๆ ของเขายังคงเป็นที่เล่าขานกันไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน โดยเฉพาะในวันที่ 5 มี.ค.ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันรำลึกการปฏิบัติตัวตามแบบเหลยเฟิง บรรยากาศการตื่นตัวเรื่องการอุทิศตนเพื่อสังคมดูจะคึกคักเป็นพิเศษ
ชาวจีนน้อยคนนักที่ไม่รู้จักเหลยเฟิง ที่ว่ารู้จักนั้นไม่ได้หมายถึงมีปฏิสัมพันธ์กันแต่อย่างใด เพราะเขาเกิดในช่วงที่ประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุงเป็นผู้นำประเทศ แต่การอุทิศตนเพื่อสังคมของเขาต่างหากที่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่คนรอบข้างและผู้นำประเทศท่านนี้เป็นอย่างมาก จนถึงกับจับพู่กันมาขีดเขียนไว้ว่า “ปฏิบัติตัวตามแบบสหายเหลยเฟิง” ความดีที่เขาสั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต ส่งผลให้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 100 บุคคลที่น่าประทับใจในสังคมจีนนับแต่สถาปนาประเทศมากว่า 60 ปี ถือเป็นรางวัลทรงคุณค่าหนึ่งในหลายรางวัลในชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของคนดีศรีสังคมจีนผู้นี้
เหลยเฟิงเป็นทหารในกองทัพปลดแอกจีน เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 22 ปีเศษ ตลอดช่วงชีวิตการเป็นทหารเพียงสองปีเศษถือว่าเป็นผู้ให้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่คนในสังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในวันหยุด โชคไม่ดีเสาไฟฟ้าหล่นลงมาทับขมับจนทำให้หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
ชีวิตในวัยเด็กของเขาเติบโตมาพร้อมกับสภาพบ้านเมืองที่ตกอยู่ในภาวะสงครามจีนญี่ปุ่น ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่พี่น้องต้องล้มหายตายจากด้วยการตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคม ทว่า การเป็นเด็กกำพร้าในวัยเพียง 7 ขวบที่ใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบกลับไม่ได้เป็นอุปสรรคในการประพฤติตัวเป็นคนดีของเขาแต่อย่างใด ความดีและจิตวิญญาณในการอุทิศตนของเขา ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตัวอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จนเกิดวิกฤตความขัดแย้งด้านต่างๆ จึงมีการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสำนึกและปฏิบัติตามแบบอย่างของเหลยเฟิงมาโดยตลอด
สิ่งที่เขาทำอาจเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่มองว่าแสนจะธรรมดาและไม่มีคุณค่าอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับคุณูปการของผู้คนในแวดวงต่างๆ ที่อุทิศตนด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ สรรค์สร้างสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า ยังความสะดวกสบายมาสู่ชีวิตของผู้คนในยุคนี้ เพราะความดีที่กำลังพูดถึงก็เป็นแค่การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างการออกเงินค่าเดินทางให้แก่สตรีที่ไม่มีเงินไปเยี่ยมบุตรหลาน แบกคนชราไปตามหาลูกชาย มอบอาหารแห้งให้แก่ครอบครัวผู้ยากไร้ บอกทางให้แก่ผู้ที่หลงทาง ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เก็บเงินส่วนตัวไว้บริจาคยามจำเป็น ฯลฯ เรียกว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมที่หลายคนมองข้ามและคิดว่าไม่สำคัญ ตรงจุดนี้ประธานเหมาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การทำความดีเพียงเล็กน้อยนั้นไม่ยาก แต่การทำความดีตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจนั้นเป็นเรื่องยาก เหลยเฟิงได้พิสูจน์ให้ชาวจีนเห็นถึงความจริงประการนี้
การอุทิศตนต่อสังคมของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวจีนหันกลับมาย้อนถามตัวเองว่า “ความสุขที่แท้จริงในชีวิตอยู่ที่ไหน?” การมีบ้านหรูๆ สักหลัง การมีรถยนต์คันงาม การมีเงินฝากธนาคารเป็นเลขสิบหลัก การเป็นผู้ที่คนในสังคมนับหน้าถือตา
ไม่ใช่เลยสักอย่าง
ถ้าจะว่ากันตามประสบการณ์ชีวิตของหนุ่มผู้นี้ คงเต็มไปด้วยคำว่า “เขลา” ที่กล่าวเช่นนี้เพราะแนวคิดเรื่อง “การคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตนเอง” ถือเป็นคติประจำใจที่เขายึดมั่นมาโดยตลอด แน่นอนว่า แนวคิดทำนองเดียวกันนี้อย่างการเป็นคนดีย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบย่อมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมาก เพราะหากนำมาประยุกต์ใช้กับโลกแห่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน คงไม่วายต้องปิดกิจการหรือล้มละลายกันไปข้าง จึงมีคนมองว่าการกระทำของเขาไม่สามารถนำมาปรับใช้กับสังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงกัน การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรียกว่าเป็นการตั้งตนอยู่ในความดีที่ตกยุคตกสมัยไปเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเหลยเฟิงก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนั้น เขาสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคน ความสุขที่ได้จากการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินทอง มิเช่นนั้น คงไม่สามารถยืนหยัดทำความดีตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตหรอก
อันที่จริง จิตวิญญาณของเหลยเฟิงสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสองประการที่แตกต่างกันในสังคมจีน ประการหนึ่งเป็นคุณค่าด้านผลประโยชน์ ส่วนอีกประการหนึ่งเป็นคุณค่าด้านคุณธรรม แน่นอนว่าอย่างแรกสำคัญมากในสังคมยุคดิจิตอล แต่กลับเป็นคุณค่าที่มีข้อจำกัดในตัวมันเอง ทว่า คุณค่าประการหลังกลับเป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขต ลองคิดดูว่าสังคมที่ตัดสินคนด้วยคุณค่าด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ย่อมยากที่จะนำพาจิตใจของผู้คนไปสู่ความสงบสุขได้ เพราะเนื้อแท้ของความดีไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ตรงกันข้ามความอาทรหรือรอยยิ้มเพียงน้อยนิด ก็นับว่าเป็นความดีได้แล้ว สังคมที่เต็มไปด้วยคุณค่าประการหลังต่างหากที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
หลายคนตั้งคำถามว่า การปฏิบัติของเหลยเฟิงจุดประกายความคิดให้ชนรุ่นหลังสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคมได้อย่างไร
จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาอุทิศให้แก่สังคมเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ ระยะห่างระหว่างเรากับเหลยเฟิงหรือผู้คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีของสังคมอยู่ที่ คนกลุ่มนี้แปรสภาพความดีออกมาในรูปแบบของการกระทำ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำคือ คิด และชื่นชมผู้อื่น แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากคิด โดยไม่ผ่านการลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง หลายครั้งหลายคราที่เรามักปล่อยให้ความดีหยุดนิ่งอยู่ภายในใจ เรื่องดีๆ ในสังคมจึงลดน้อยลงไปทีละเรื่อง ความสุขของเราจึงหายากลงทุกวัน
มาถึงตรงนี้ อยากจะทิ้งท้ายคำคมที่ให้แง่คิดดีๆ ของเหลยเฟิงที่ว่า
“ชีวิตคนเรานั้นมีจำกัด แต่การอุทิศตนเพื่อสังคมกลับไร้ซึ่งขีดจำกัด”
“การมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อให้ผู้อื่นมีชีวิตที่ดีกว่า”
เพราะการคิดดี ทำดีย่อมสรรค์สร้างสังคมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขได้







