posttoday
1 ปีสึนามิ ญี่ปุ่นยังผวาเมืองร้าง รังสีคุกคาม วิญญาณคนตายเฮี้ยน!

1 ปีสึนามิ ญี่ปุ่นยังผวาเมืองร้าง รังสีคุกคาม วิญญาณคนตายเฮี้ยน!

10 มีนาคม 2555

พอตกกลางคืน เมืองทั้งเมืองจะตกอยู่ในความเงียบสงัดไร้เสียงผู้คน

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

“พอตกกลางคืน เมืองทั้งเมืองจะตกอยู่ในความเงียบสงัดไร้เสียงผู้คน โดยไม่มีแม้แต่แสงไฟจากตึกรามบ้านช่อง ราวกับทั้งเมืองเป็นเมืองร้าง”

“แต่บางคืนเราอาจจะได้ยินทั้งเสียงฝีเท้า ทั้งเงาของคนนับร้อยกำลังวิ่งอย่างรีบร้อนขึ้นไปทางภูเขา เหมือนกับพวกเขาหนีอะไรบางอย่าง แต่เมื่อออกไปดูต้นตอของเสียง เรากลับมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า เหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นสลับกันไปมาทุกๆ คืน”

นี่คือคำบอกเล่าจากปากของชาวเมือง “อิชิโนมากิ” ในจังหวัดมิยากิ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าและตลาดปลาที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ทว่าภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ที่วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 8.9 ริกเตอร์ ซึ่งตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิสูง 10 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 2 ชั้น ในวันที่ 11 มี.ค. 2554 เมืองอิชิโนมากิ ทั้งเมืองก็ “ราบเป็นหน้ากลอง” โดยได้ชื่อว่าเมืองที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มากที่สุดในญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2.2

1 ปีสึนามิ ญี่ปุ่นยังผวาเมืองร้าง รังสีคุกคาม วิญญาณคนตายเฮี้ยน!

หมื่นคน

จาก “เมืองท่า” กลายสภาพเป็น “เมืองร้าง” เพียงชั่วข้ามคืน

แม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป 1 ปีเต็ม ชาวเมืองผู้รอดชีวิตก็เริ่มทยอยเดินทางกลับมาถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตึกรามบ้านช่อง ร้านรวงต่างๆ เริ่มเปิดการค้าขาย และโรงเรียนเริ่มกลับมาดำเนินการเรียนการสอนกันอีกครั้ง

ทว่าชาวเมืองอิชิโนมากิผู้รอดชีวิตที่มีอยู่เพียงหยิบมือต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป

“เมืองนี้มีคนตายอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราได้ยินเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกอยู่ตลอดเวลา” ชินนิจิ ซาซากิ ชาวเมืองกล่าวพร้อมย้ำว่า ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ปีที่แล้ว ยังคงหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของเขามาจนถึงทุกวันนี้ ดังเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ก็เข้าใจว่าทำไมเมืองนี้ถึงเต็มไปด้วยเสียงร่ำลือของชาวบ้านว่าเห็นผี เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ในขณะที่ทุกคนกำลังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ”

“คนที่เสียชีวิตอาจยังไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่า เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว!...”

ซาโตชิ อาเบะ วัย 64 ปี เล่าเสริมว่า โครงการก่อสร้างและซ่อมแซมซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองนี้ถึงขั้นต้องหยุดดำเนินการก่อสร้างไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากพบว่าคนงานก่อสร้างรายแล้วรายเล่าต้องล้มป่วยอย่างไม่มีสาเหตุ

1 ปีสึนามิ ญี่ปุ่นยังผวาเมืองร้าง รังสีคุกคาม วิญญาณคนตายเฮี้ยน!

 

“ว่ากันว่า คนงานที่ซ่อมแซมซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ล้มป่วยจับไข้หัวโกร๋นกันหลายคน และไม่กล้ากลับเข้าไปทำงานอีก เพราะว่าเจอผี” ซาโตชิ เล่าพร้อมชี้ไปยังอาคารปูนสภาพทรุดโทรมที่ถูกซ่อมแซมไปเพียงครึ่งเดียวอย่างหวาดผวา

คนขับรถแท็กซี่ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนาม ยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ตนกลัวผีและเชื่ออย่างสุดใจว่าเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยวิญญาณของเหยื่อสึนามิ

“บางครั้งผมก็ไม่กล้าจอดรับผู้โดยสารที่ยืนโบกรถภายในเมืองนี้ เพราะกลัวว่าเขาอาจจะไม่ใช่คน” หนุ่มคนขับรถแท็กซี่กล่าว

สภาพไร้ความมีชีวิตชีวาและสัญญาณของสิ่งมีชีวิตในเมืองอิชิโนมากิไม่ต่างอะไรกับสภาพในเมือง “โอคุมะ” ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ

เพราะนับตั้งแต่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เกิดระเบิดขึ้น อันเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ก็ก่อให้เกิดกลุ่มไฟและหมอกควันที่มีส่วนผสมของสารกัมมันตรังสีแทรกซึมอยู่ทุกอณูลอยฟุ้งอยู่ในอากาศกระจายเป็นวงกว้างไกลถึง 12 ไมล์ รอบๆ โรงไฟฟ้า

เมืองที่เคยมีผู้คนใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนและทำมาหากินมากกว่า 1 หมื่นคน จึงกลายเป็น “พื้นที่อันตราย” ที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป

“ทุกอย่างในเมืองนี้เหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ บ้านเรือนแต่ละหลัง รถยนต์บนถนน สิ่งของทุกชิ้นยังคงอยู่ในจุดเดิมที่มันเคยอยู่เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ปีที่แล้ว หลังจากที่โรงไฟฟ้าระเบิดและผู้คนต้องหนีตายออกจากพื้นที่อย่างไม่คิดชีวิต” ริชาร์ด เอนเจล นักข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีในสหรัฐกล่าวระหว่างเดินทางเข้าสำรวจเมืองโอคุมะ ดินแดนอันตรายของญี่ปุ่น 1 ปีให้หลังเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว

“สารกัมมันตรังสีมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในดินที่เราเดิน ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา แหล่งน้ำที่ให้ความชุ่มชื่น แม้กระทั่งนกที่บินอยู่ เราคงไม่สามารถทำให้เมืองโอคุมะกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิมอีกต่อไป” ชาวเมืองโอคุมะรายหนึ่งผู้รอดชีวิตและกลับไปเก็บของมีค่าที่บ้านครั้งสุดท้าย กล่าวขณะอาสาทำหน้าที่เป็นไกด์กิตติมศักดิ์พา ริชาร์ด เดินสำรวจเมืองทุกซอกทุกมุมด้วยความเศร้าสลด

“ผมคิดว่า ญี่ปุ่นไม่มีเมืองโอคุมะอีกต่อไปแล้ว โอคุมะไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองร้าง แต่เป็นเมืองแห่งความตาย” ชายญี่ปุ่นกล่าวอย่างช้าๆ

“ผมไม่เคยเดินทางมายังเมืองร้างที่เหมือนถูกลบออกจากแผนที่เช่นนี้มาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน เพราะถึงแม้เมืองอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ หรือผ่านสงครามอันเลวร้ายแสนสาหัสเท่าไร ก็ยังสามารถฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ไม่ใช่ที่นี่” ริชาร์ด กล่าวบรรยายความรู้สึกพร้อมย้ำว่า โอคุมะจะเป็นพื้นที่อันตรายต่อมนุษย์จากสารกัมมันตรังสีเช่นนี้ไปยาวนานถึงอีกกว่าทศวรรษ

และเป็นที่แน่นอนว่า ภายหลังจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจนสร้างความเสียหายไปทุกหย่อมหญ้าเช่นนี้ ได้เกิดการตั้งคำถามและข้อถกเถียงเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของภาคเอกชนหรือภาคประชาชน ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากญี่ปุ่นต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จริง เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเป็นหลัก อาจได้รับความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ หลังจากที่การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ชั่วคราวเพื่อการตรวจสอบก่อนหน้านี้ทำให้ญี่ปุ่นต้องเพิ่มการนำเข้าพลังงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

“เป็นความจริงที่ว่า เราไม่ควรใช้สิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผมขอตั้งคำถามสักข้อหนึ่งว่า ญี่ปุ่นจะมีพลังงานไฟฟ้าใช้เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ หากไม่พึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ฮอนดะ ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองโอคุมะกล่าว

เพราะหากญี่ปุ่นยังไม่สามารถหาทางออกปัญหาด้านพลังงานที่สมเหตุสมผลได้ เมือง “อิชิโนมากิ” และเมือง “โอคุมะ” อาจไม่ใช่แค่ “เมืองแห่งความตาย” แห่งสุดท้ายในญี่ปุ่นก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท