
วิกฤตหนี้ยุโรปร่อแร่ หลังมูดี้ส์ฟันเครดิต6ชาติรวด
ต้องยอมรับว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์วิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรปตกอยู่ในสภาพเลวร้ายอย่างหนัก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต้องยอมรับว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์วิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรปตกอยู่ในสภาพเลวร้ายอย่างหนัก ภายหลังจากที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ประกาศปรับลดอันดับเครดิตชาติยุโรปรวดเดียวถึง 6 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี ลงจาก A2 มาที่ A3 สเปน จาก A1 ลงมาที่ A3 โปรตุเกส จาก Ba2 มาอยู่ที่ Ba3 สโลวาเกีย และสโลวีเนีย ลงมาอยู่ที่ A2 และมอลตา ลงมาอยู่ที่ A3
นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังออกมาปรับการคาดการณ์เครดิตของกลุ่มประเทศที่มีอันดับเครดิตสูงสุดที่ AAA อย่าง ออสเตรีย ฝรั่งเศส และอังกฤษ ไว้ที่ติดลบ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจจะถูกลดอันดับเครดิตในไม่ช้านี้
สำหรับเหตุผลในการปรับลดเครดิตครั้งนี้นั้น มูดี้ส์ระบุว่าเป็นเพราะหลายประเทศในยุโรปยังคงมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่ อันเป็นผลจากการใช้นโยบายรัดเข็มขัด อีกทั้งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็ยังทำได้ไม่ดีพอที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจของประเทศตนให้ดีขึ้นได้
ยิ่งไปกว่านั้นยุโรปยังไม่มีแหล่งทุนเพียงพอที่จะต้านทานกับวิกฤตหนี้ยุโรปได้ หากเกิดกรณีปัญหาลุกลามจากกรีซไปยังประเทศอื่นๆ
ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะเครดิตความน่าเชื่อถือของภาครัฐเท่านั้นที่ถูกสถาบันจัดอันดับปรับลดไป วิกฤตหนี้ยุโรปในครั้งนี้ได้ทำให้สถาบันการเงินภาคเอกชนต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
เนื่องจากมูดี้ส์เตือนว่าอาจมีการปรับลดอันดับเครดิตของธนาคารชั้นนำของโลก 17 แห่ง รวมทั้งสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) อีก 114 แห่ง โดยมีรายชื่อธนาคารและสถาบันการเงินชื่อดังติดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารยูบีเอส เครดิตสวิส มอร์แกน สแตนเลย์ ธนาคารบาร์เคลย์ส บีเอ็นพี พาริบาส์ เครดิต อะกริกอล ดอยช์แบงก์ เอชเอสบีซี โฮลดิงส์ โกลด์แมน แซคส์ แบงก์ ออฟ อเมริกา บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ซิตี้ กรุ๊ป เจ.พี. มอร์แกน เป็นต้น
เหตุผลของคำเตือนในครั้งนี้ของมูดี้ส์เป็นผลมาจากที่อียูยังไม่สามารถหาวิธีการเพื่อช่วยเหลือกรีซที่กำลังประสบกับวิกฤตหนี้สาธารณะอย่างรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อสภาพทางการเงินของประเทศต่างๆ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ปัญหาหนี้กรีซยังคงเรื้อรังอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพราะในขณะนี้แผนการช่วยเหลือเพื่อมอบเงินกู้รอบ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร จากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้รับการยับยั้งจากที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศยูโรโซน โดยเลื่อนวันตัดสินใจการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 20 ก.พ. จากเดิมที่ต้องตัดสินใจในวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากบรรดานักการเมืองกรีซไม่ยินยอมทำตามเงื่อนไขที่ทางรัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้ให้ไว้
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเหล่าบรรดานักการเมืองของกรีซก็สามารถบรรลุข้อตกลงต่างๆ เพื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 3 ประการ ที่ทางกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้ให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เป็นผลสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผ่านแผนตัดลดรายจ่ายจากสภา การตัดลดงบประมาณในปี 2555 เพิ่มอีก 325 ล้านยูโร และการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรของทุกพรรคการเมืองว่าจะดำเนินนโยบายตัดลดงบประมาณ ไม่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล จากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย.นี้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังต้องรอดูบทสรุปในวันที่ 20 ก.พ.นี้ว่า สรุปแล้วที่ประชุมจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับเงินกู้ก้อนดังกล่าวว่าจะมอบให้กับกรีซหรือไม่ เพราะขณะนี้ก็เริ่มมีกระแสว่ามีบางประเทศ อาทิ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เริ่มไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาหนี้กรีซที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่ได้ข้อสรุป จนต้องการที่จะระงับการปล่อยกู้ไว้ก่อน อย่างน้อยก็หลังจากที่กรีซจัดการเลือกตั้งแล้ว โดยทั้งสองประเทศต่างไม่เชื่อมั่นว่ากรีซจะมีความสามารถทำตามแผนที่ได้สัญญาเอาไว้
จับตาการเยือนถิ่นพญาอินทรีของว่าที่ผู้นำแดนมังกร
นอกจากเหตุการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ต้องติดตามต่อไปแล้ว การเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน เมื่อวันที่ 1317 ก.พ. ของรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ก็ได้รับการจับตามองจากบรรดานักวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน
สาเหตุสำคัญประการแรก เพราะ สีจิ้นผิง คือผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของจีนในต้นปีหน้าแทนที่ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ที่จะหมดวาระลง
สาเหตุสำคัญประการต่อมาก็คือการได้พบปะพูดคุยกันของ สีจิ้นผิง และประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ที่ทำเนียบขาวในระหว่างการเยือนสหรัฐในครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ทางการค้าของสองประเทศที่ค่อนข้างตึงเครียด
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่าการพบปะกันของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปด้วยดี โดย โอบามา ได้กล่าวกับ สีจิ้นผิง ว่าต้องการให้จีนเคารพกฎกติกาการค้าสากลเหมือนกับที่ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ถือปฏิบัติ รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ
พร้อมกันนี้ โอบามา และ สีจิ้นผิง ยังได้พูดคุยกันในประเด็นปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาค่าเงินหยวน การกีดกันทางการค้า ปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และปัญหาการเมืองในซีเรีย
ด้าน สีจิ้นผิง ได้กล่าวว่า จีนเห็นความสำคัญของสหรัฐ และอยากให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ยิ่งลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ รวมถึงเรียกร้องไม่ให้สหรัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทิเบตและไต้หวัน โดยให้สหรัฐยึดมั่นและสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว”







