
เอเธนส์เร่งทำตามเงื่อนไขEU-IMF
สภาเล็งอนุมัติแผนอดออมหวังได้เงินช่วยทันเส้นตาย
สภาเล็งอนุมัติแผนอดออมหวังได้เงินช่วยทันเส้นตาย
รัฐสภากรีซเล็งลงนามแผนรัดเข็มขัดตามเงื่อนไขอียูไอเอ็มเอฟ หวังได้เงินช่วยเหลือทันเส้นตาย เลี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ด้านเอสแอนด์พีหั่นเครดิตแบงก์อิตาลีรวดเดียว 34 แห่ง
รัฐสภากรีซเตรียมลงนามเห็นชอบมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดในวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่สหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เรียกร้องเพิ่มเติมเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ หลังพรรคร่วมรัฐบาลกรีซอนุมัติมาตรการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.พ.
ก่อนหน้านี้อียูและไอเอ็มเอฟตั้งเงื่อนไข 3 ข้อเพิ่มเติม คือ 1.รัฐสภากรีซต้องลงนามผ่านมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเป็นทางการ 2.กรีซต้องตัดลดโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2555 เพิ่มเติมอีก 325 ล้านยูโร และ 3.บรรดาหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลประกาศคำมั่นสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะเดินหน้าออกมาตรการรัดเข็มขัดอย่างต่อเนื่องเพื่อแลกกับการอนุมัติปล่อยเงินกู้รอบใหม่มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร ให้ทันเส้นตายครบกำหนดการไถ่ถอนพันธบัตร 1.45 หมื่นล้านยูโร ในวันที่ 20 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า แม้ว่ารัฐสภากรีซจะผ่านความเห็นชอบมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดดังกล่าว ทว่าสถานการณ์ทางการเมืองของกรุงเอเธนส์ยังคงไร้เสถียรภาพอยู่
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ลูคัส ปาปาเดมอส ของกรีซ กล่าวเตือนบรรดาผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งยังคงมีความขัดแย้งเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดว่าข้อตกลงหนี้ที่ล้มเหลว และการผิดนัดชำระหนี้ อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายที่ไม่สามารถควบคุมได้ และรัฐบาลกรุงเอเธนส์ต้องยอมทำตามเงื่อนไขอันเข้มงวดเพื่อรับเงินช่วยเหลือ หรือยอมถูกประณามว่าเป็นต้นเหตุของหายนะของประเทศ
“ไม่ช้าก็เร็วกรีซอาจถูกถอดออกจากการเป็นหนึ่งในยูโรโซน นี่จึงเป็นชั่วโมงแห่งความรับผิดชอบครั้งประวัติศาสตร์” ผู้นำกรีซกล่าว
นอกจากนี้ ขณะที่รัฐบาลกรีซกำลังเดินหน้าหาทางออกจากวิกฤต เกิดเหตุความวุ่นวายกลางกรุงเอเธนส์ หลังผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่นัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ซึ่งดำเนินมาถึงเป็นวันที่สองเพื่อประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด เปิดฉากขว้างปาระเบิดเชื้อเพลิง ก้อนหิน และขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพยายามสลายการชุมนุมด้วยการยิงแก๊สน้ำตา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน ซึ่งเป็นตำรวจ 8 นาย โดยสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 6 คน
ขณะเดียวกัน สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของสหรัฐประกาศปรับลดอันดับเครดิตธนาคารของอิตาลีทั้งหมด 3-4 แห่ง ซึ่งหมายรวมถึงธนาคารชั้นนำของประเทศอย่างยูนิเครดิต อินเทซา ซันเปาโล บังกา นาซิโอนาเล เดล ลาโวโร และเมดิโอบังกาดิต โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์การเงินของอิตาลียังอยู่ในภาวะอ่อนแอ และผลประกอบการของธนาคารเหล่านี้มีแนวโน้มว่ายังคงซบเซา







