posttoday
ดีทรอยต์ฟื้น

ดีทรอยต์ฟื้น

06 กุมภาพันธ์ 2555

ช่วงนี้บรรยากาศในสหรัฐกำลังดีวันดีคืนทีเดียว

ช่วงนี้บรรยากาศในสหรัฐกำลังดีวันดีคืนทีเดียว

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ซึ่งข่าวที่ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามาซึ่งจะลงชิงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 2 ยิ้มได้มากที่สุด ก็หนีไม่พ้นอัตราการว่างงานเดือน ม.ค. ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี มาอยู่ที่ 8.3% จาก 8.5% เมื่อเดือนที่แล้ว

หนึ่งในภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวกลับได้แรงที่สุดในช่วงนี้ ต้องกล่าวถึงภาคยานยนต์เป็นพิเศษสักหน่อย ที่อาจกล่าวได้ว่าดีทรอยต์กำลังเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ฐานการผลิต หรือยอดขายรถยนต์

ยอดขายรถยนต์ใหม่เดือน มี.ค. ในสหรัฐเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 14.2 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นระดับที่โตเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่ที่รัฐบาลยังมีโครงการอุดหนุนช่วยซื้อรถยนต์ที่ชื่อว่า “Cash for clunkers” อยู่ในเดือน ส.ค. 2552 ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่ายอดความต้องการรถยนต์ใหม่ในสหรัฐเริ่มฟื้นกลับมาสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว

ส่วนการผลิตรถยนต์ในสหรัฐนั้นก็ปรับตัวดีขึ้น ค่ายฮอนด้า มอเตอร์ มีการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. 2554 ซึ่งฮอนด้ายังตัดสินใจเลือกสหรัฐเป็นฐานการผลิตรถหลักในบางรุ่นอีกด้วย

ขณะที่ค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ก็ถูกหยิบยกเป็นผลงานในการกล่าวสุนทรพจน์ State of the Union 2012 ที่ค่ายจีเอ็มสามารถเบียดค่ายโตโยต้า มอเตอร์ กลับขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จในปีที่แล้ว แม้ว่ายอดขายโดยรวมของจีเอ็มจะลดลงก็ตาม แต่ก็ยังถือเป็นเบอร์ 1 ตามมาด้วยฟอร์ด มอเตอร์ และโตโยต้า

โดยเฉลี่ยแล้วในเดือน ม.ค. ผู้ซื้อจ่ายเงินราว 30,400 เหรียญสหรัฐต่อรถจีเอ็ม 1 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1,000 เหรียญสหรัฐจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ท่ามกลางงบที่ใช้เป็นส่วนลด แลก แจก แถม ของค่ายรถต่างๆที่ถูกตัดลดลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของค่ายรถทั้งหลายที่ขายได้เงินเป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้น

ที่สำคัญก็คือ การฟื้นตัวของภาคยานยนต์ดีทรอยต์ยังช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกถึงราว 1.5 หมื่นอัตรา ในเดือน ม.ค. แบ่งเป็นภาคการผลิต 7,900 อัตรา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากการจ้างงานเพิ่มทั้งหมด 5 หมื่นอัตราในระบบเศรษฐกิจสหรัฐเดือนเดียวกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ากระแสของดีทรอยต์และยอดขายรถอเมริกันที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจอเมริกันที่ดีขึ้นแค่อย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะปัญหาเงินเยนแข็งค่าที่ทำให้รถญี่ปุ่นแพงขึ้น และปัญหาซัพพลายเชนจากสึนามิญี่ปุ่นและน้ำท่วมไทยที่ทำให้มีปัญหาผลิตรถไม่ทันด้วย ทำให้ประโยชน์ตกไปอยู่กับค่ายรถอเมริกันและยุโรป

ปัญหายุโรปที่หนักหนาสาหัสขึ้นในปีนี้น่าจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการผลิตและการใช้จ่ายในสหรัฐจะทนทานปัจจัยลบไปได้นานเพียงใด

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก