
สิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์
เป็นข่าวที่ดึงดูดความสนใจอยู่พอสมควร เมื่อมีรายงานว่านักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ตั้งสมมติฐานถึงสิ่งที่ปรากฏในภาพถ่ายพื้นผิวดาวศุกร์ ซึ่งถ่ายไว้ด้วยยานอวกาศของสหภาพโซเวียตที่ไปลงจอดเมื่อ 30 ปีก่อนว่าอาจเป็นสิ่งมีชีวิต หลังข่าวเผยแพร่ออกมา หลายคนได้แสดงความไม่เห็นด้วย และให้คำอธิบายว่ามันอาจเป็นเพียงชิ้นส่วนของยาน และผลลัพธ์จากจินตนาการเมื่อเรามองภาพถ่ายที่พร่ามัวเท่านั้น
เป็นข่าวที่ดึงดูดความสนใจอยู่พอสมควร เมื่อมีรายงานว่านักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ตั้งสมมติฐานถึงสิ่งที่ปรากฏในภาพถ่ายพื้นผิวดาวศุกร์ ซึ่งถ่ายไว้ด้วยยานอวกาศของสหภาพโซเวียตที่ไปลงจอดเมื่อ 30 ปีก่อนว่าอาจเป็นสิ่งมีชีวิต หลังข่าวเผยแพร่ออกมา หลายคนได้แสดงความไม่เห็นด้วย และให้คำอธิบายว่ามันอาจเป็นเพียงชิ้นส่วนของยาน และผลลัพธ์จากจินตนาการเมื่อเรามองภาพถ่ายที่พร่ามัวเท่านั้น
วันที่ 20 ม.ค. 2555 สำนักข่าว RIA Novosti ของทางการรัสเซียรายงานอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิจัยระบบสุริยะ เขียนโดย ดร.เลโอนิด ซันโฟมาลีตี (Leonid Ksanfomaliti) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสถาบันวิจัยอวกาศแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย
งานวิจัยของเขาได้เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ภาพนิ่งที่ถ่ายจากยานเวเนรา 13 ซึ่งเดินทางไปลงจอดบนพื้นผิวดาวศุกร์เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2525 โดยตั้งข้อสังเกตถึงวัตถุหลายชิ้น ทั้งที่มีรูปร่างเป็นจาน เป็นแผ่น และที่ดูคล้ายแมงป่อง โดยเขากล่าวว่ามันปรากฏขึ้น มีการขยับเปลี่ยนตำแหน่ง และหายไปจากภาพ เชื่อว่าลักษณะเช่นนี้อาจบ่งบอกว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต
การสำรวจดาวศุกร์ที่ผ่านมาได้แสดงว่าพื้นผิวดาวศุกร์ร้อนจัด และไม่เคยพบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลย ข้อมูลที่ขัดแย้งกันนี้ และการพิจารณาภาพถ่ายที่ถูกอ้างเป็นหลักฐาน ทำให้ โจนาทอน ฮิลล์ ผู้วางแผนภารกิจของนาซา แสดงความเห็นคัดค้าน เขากล่าวว่าสิ่งที่ดูคล้ายจานนั้นยังปรากฏให้เห็นในภาพจากยานเวเนรา 14 อีกด้วย และมันดูจะเป็นไปได้มากกว่าหากวัตถุนั้นคือฝาครอบเลนส์หรืออุปกรณ์บนยาน ซึ่งถูกดีดออกแล้วหล่นลงสู่พื้นดิน
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รัสเซียระบุว่า ดูคล้ายแมงป่องนั้น แท้ที่จริงแล้วน่าจะเกิดจากการมองภาพที่ไม่คมชัด ซึ่งสามารถทำให้เราจินตนาการว่ามันเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นหรือคุ้นเคย (คล้ายกับเวลามองเห็นรอยปูนที่ฉาบบนผนังหรือเมฆบนท้องฟ้าเป็นภาพคน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ผู้เขียน)
แม้ว่านักชีววิทยาดาราศาสตร์จะยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดโต่งได้ แต่การระบุว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวศุกร์ ซึ่งร้อนจัด และมีสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ก็ต้องกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ออกจะเหลือเชื่อ
ก่อนยุคอวกาศ นักดาราศาสตร์ทราบแต่เพียงว่าดาวศุกร์มีขนาดเกือบเท่าโลก เมื่อส่องกล้องดูแล้วไม่สามารถมองเห็นพื้นผิวได้ เนื่องจากบรรยากาศหนาแน่นที่ห่อหุ้มดาวไว้ เมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว นอกจากดาวอังคาร ดาวศุกร์ก็เป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่หลายคนวาดมโนภาพไว้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่น
สวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) นักเคมีฟิสิกส์ชาวสวีเดนซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี ค.ศ. 1903 เขียนไว้ในหนังสือ The Destinies of the Stars พิมพ์ในปี ค.ศ. 1918 อธิบายอย่างละเอียดถึงการคาดคะเนของเขาที่ว่าดาวศุกร์อาจเต็มไปด้วยที่ลุ่มน้ำขัง สภาพทั่วไปเป็นป่าดิบชื้น อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ย 47 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่าโลกประมาณ 6 เท่า
สมมติฐานในทำนองนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นิยายวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 19301950 ถูกวางเค้าโครงเรื่องให้เกี่ยวข้องกับชาวดาวศุกร์ หรือการเดินทางของมนุษย์ไปยังดาวศุกร์ กลับกัน นิยายวิทยาศาสตร์บางเรื่องจินตนาการให้ดาวศุกร์เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังออกมาในลักษณะที่คาดว่ามนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ได้ แม้ว่าการวัดสเปกตรัมของดาวศุกร์เมื่อปี ค.ศ. 1922 ไม่พบออกซิเจนหรือสัญญาณของน้ำในบรรยากาศของดาวศุกร์
ต้นทศวรรษ 1960 เริ่มมีการส่งยานอวกาศออกไปสำรวจดาวศุกร์จากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ยานลำแรกๆ ในโครงการเวเนรา (Venera) ของโซเวียตได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ยานอาจลงจอดบนพื้นน้ำ ปี ค.ศ. 1966 ยานเวเนรา 3 เป็นยานลำแรกที่ลงแตะพื้นดินของดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ แต่เป็นการพุ่งชน
ผลการสำรวจด้วยยานอวกาศทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่าพื้นผิวดาวศุกร์ร้อนจัด อุณหภูมิบนพื้นดินสูงกว่า 460 องศาเซลเซียส ร้อนมากจนตะกั่วหลอมละลาย โดยคาดว่าความร้อนสูงนี้เกิดจากปรากฏการณ์เรือนกระจก หลังจากนั้นก็มียานอวกาศอีกหลายลำถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงนี้ ปัจจุบันยานวีนัสเอกซ์เพรสขององค์การอีซาที่เข้าสู่วงโคจรรอบดาวศุกร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ก็ยังอยู่ในวงโคจรรูปวงรีซึ่งทำมุมเกือบตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของดาวศุกร์
นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอดีตดาวศุกร์เคยมีน้ำอยู่บนพื้นผิว เป็นเหมือนโลกในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งสิ่งมีชีวิตอาจพัฒนาขึ้นได้ ทว่าตำแหน่งของดาวศุกร์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วยความเข้มที่มากกว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่น้ำเหือดแห้งไปจนหมด
ในบรรยากาศโลก สูงขึ้นไปไม่กี่กิโลเมตร อุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเมื่อไอน้ำลอยขึ้นไป มันจะควบแน่นแล้วตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะ แต่บนดาวศุกร์ ที่ความสูงใกล้เคียงกัน บรรยากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง ไอน้ำจึงสามารถลอยสูงขึ้นไปจนถึงบรรยากาศชั้นบนเมื่อไอน้ำกระทบกับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ กระบวนการการแยกสลายด้วยแสงทำให้อะตอมของไฮโดรเจนกับออกซิเจนแยกออกจากกัน ไฮโดรเจนสูญไปในอวกาศ กลไกนี้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นพันล้านปี ทำให้ดาวศุกร์สูญเสียน้ำไปจนแทบไม่เหลืออยู่เลย
อีกทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีมากในบรรยากาศของดาวศุกร์ส่งผลให้ปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แปรสภาพดาวศุกร์ให้เป็นดั่งขุมนรก ยากจะเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่นั่น
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า
(29 ม.ค.–5 ก.พ.)
เวลาหัวค่ำ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกจะเห็นดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีเป็นดาวสว่างที่สุดบนท้องฟ้า ดาวศุกร์อยู่ต่ำกว่าดาวพฤหัสบดี ตกลับขอบฟ้าไปก่อนในเวลา 3 ทุ่ม ส่วนดาวพฤหัสบดีตกลับขอบฟ้าราวเที่ยงคืน
เวลาเช้ามืด มีดาวอังคารกับดาวเสาร์อยู่บนท้องฟ้า ดาวอังคารเริ่มปรากฏเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกที่มุมเงย 10 องศา ตั้งแต่ 3 ทุ่มครึ่ง จากนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืน จะเห็นดาวเสาร์ตามขึ้นมาในทิศใกล้เคียงกัน ทั้งคู่อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวห่างกันประมาณ 40 องศา เมื่อใกล้เช้าดาวอังคารจะย้ายไปอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนดาวเสาร์อยู่สูงบนท้องฟ้าทิศใต้ที่มุมเงย 70 องศา
สัปดาห์นี้ยังเป็นข้างขึ้น ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าในเวลาหัวค่ำของทุกวัน ค่ำวันจันทร์ที่ 30 ม.ค. จันทร์เสี้ยวจะปรากฏอยู่ทางขวามือของดาวพฤหัสบดีที่ระยะห่าง 4 องศา ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในวันสุดท้ายของเดือน คืนวันพุธที่ 1 ก.พ. ดวงจันทร์อยู่ใกล้กระจุกดาวลูกไก่ที่ระยะ 4 องศา แล้วใกล้ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัวที่ระยะ 6 องศา ในวันถัดไป







