
‘พม่า’เนื้อหอมยุโรปเลิกคว่ำบาตร
ชมความคืบหน้าปฏิรูปประเทศอียูประกาศแซงก์ชันอิหร่านต่อ
ชมความคืบหน้าปฏิรูปประเทศอียูประกาศแซงก์ชันอิหร่านต่อ
อียู ผ่อนมาตรการคว่ำบาตรพม่า ชื่นชมความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ วันเดียวกัน ประกาศคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านเพื่อกดดันให้ยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์
รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่า อียูได้บรรลุข้อตกลงผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรพม่า เพื่อสนับสนุนให้พม่าเดินหน้าปฏิรูปประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ทว่าทางอียูจะรอคอยสัญญาณด้านบวกเพิ่มเติมก่อนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด
“อียูจะยกเลิกคำสั่งห้ามให้วีซ่าบางประเภทแก่พม่าตั้งแต่วันนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร” นักการทูตซึ่งไม่เปิดเผยนามกล่าวระหว่างการหารือที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยย้ำชัดว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของรัฐบาลพม่าในการปฏิรูปประเทศ
ด้าน แคทเธอรีน แอชตัน หัวหน้านโยบายด้านต่างประเทศของอียู ได้กล่าวชื่นชมความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศของพม่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแอชตันนั้นมีกำหนดเดินทางเยือนพม่าเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา อียู ซึ่งประกอบด้วย 27 ชาติ ต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรพม่า โดยบางประเทศต้องการรอจนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งซ่อมในพม่า ซึ่งจะมีขึ้นเดือน เม.ย. และจะเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติ ศาสตร์ เนื่องจากอองซานซูจี อาจมีสิทธิเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกรัฐสภา
วันเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า อียูได้บรรลุข้อตกลงคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่านเพื่อเป็นการกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ภายใต้มาตรการดังกล่าว ชาติสมาชิกอียูจะยกเลิกนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน รวมทั้งการคว่ำบาตรทองคำและธนาคารกลางอิหร่านทันที แต่ในส่วนของสัญญาซื้อขายน้ำมันฉบับเดิมที่มีอยู่แล้วจะมีผลบังคับใช้ได้ถึงวันที่ 1 ก.ค.
สำหรับผลกระทบต่อประเทศกรีซ อิตาลี และสเปน ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านมากถึง 34.2% 14.9% และ 12.4% ตามลำดับนั้น ล้วนแต่กำลังประสบปัญหาหนี้ ทางอียูจะประเมินทางเลือกอื่นๆ อีกครั้งภายในวันที่ 1 ก.ค. อย่างเช่นการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันอื่นๆ
ทั้งนี้ ความตึงเครียดในคาบสมุทรอิหร่านกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด น.อ.จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) เปิดเผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับบราฮัม ลินคอล์น ของสหรัฐ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอยู่ในอ่าวเปอร์เซียแล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยอีกว่า เรือรบฟริเกตของกองทัพเรืออังกฤษและเรือของฝรั่งเศสอีกลำ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน เพื่อเข้าร่วมกับขบวนเรือของสหรัฐ







