
รู้แล้วทำหรือยัง
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุพายุโซนร้อนวาชิพัดเข้าถล่มหมู่เกาะมินดาเนา ของฟิลิปปินส์
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุพายุโซนร้อนวาชิพัดเข้าถล่มหมู่เกาะมินดาเนา ของฟิลิปปินส์
ซึ่งภัยพิบัติในครั้งนี้ก็ได้คร่าชีวิตของผู้คนไปกว่า 1,500 ราย รวมไปถึงบ้านเรือน ทรัพย์สิน ที่ต้องได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จนส่งผลให้ประชาชนอีกว่า 5 หมื่นคนต้องกลายสภาพไปเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งโลก
แต่บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ได้แสดงความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ไม่รู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และความสูญเสียก็จะไม่เยอะมากขนาดนี้ หากรัฐบาลใส่ใจกับคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเตือนไว้ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า บริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมหนัก หากเกิดพายุเข้าถล่ม และเตรียมการรับมือมากพอ
แต่ทว่าความบกพร่องของภาครัฐที่เกิดขึ้นมานี้ไม่ใช่เป็นแต่เฉพาะฟิลิปปินส์เท่านั้น เพราะเหตุการณ์ในลักษณะแบบเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นกับกรณีของพายุเฮอริเคนคาทรินา ที่เข้าถล่มรัฐนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐมาแล้วเมื่อปี 2551 ซึ่งได้สร้างความสูญเสียมากที่สุดเป็นประวัติการของประเทศ โดยเหตุภัยพิบัติในครั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาแบบฉับพลันจนไม่ได้ตั้งตัวเลย เพราะก่อนหน้านั้น 3 ปี ได้มีคำเตือนออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามีโอกาสที่จะเกิดพายุเข้าถล่มสูง
ทั้งนี้ แม้ว่าภัยพิบัติและฝนฟ้าอากาศจะเป็นเรื่องที่ทำการคาดเดาได้ยากว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนหรือเมื่อไร ประกอบกับในปัญหาโลกร้อนในปัจจุบันที่ได้ทำให้เกิดฝนฟ้าอากาศแปรปรวนอย่างหนัก
แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะใช้เป็นข้ออ้างในการปัดความรับผิดชอบออกไปได้ เพราะทุกวันนี้ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญมามากมาย ที่จะสามารถคาดการณ์และช่วยวางแผนรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ เหมือนดังเช่นรัฐบาลของ 2 ประเทศที่ได้รับคำเตือนก่อนหน้านั้นอย่างน้อยถึง 2 ปี ดังนั้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตอกย้ำว่าภาครัฐยังคงล้มเหลวในการป้องกันและจัดการกับปัญหา ทั้งๆ ที่ตนมีข้อมูลอยู่เต็มมือและรู้อยู่เต็มอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตข้างหน้า แต่ก็ยังนิ่งเฉยดูดายอยู่เช่นเดิม







