
คิมจองอุน
ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของ คิมจองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของ คิมจองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ได้สร้างความประหลาดใจต่อผู้คนไปทั่วทั้งโลก และปฏิกิริยาส่วนใหญ่ที่มีต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือความกังวลในเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองในเกาหลีเหนือ โดยมองว่าอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ เช่น การแย่งชิงอำนาจกันระหว่างผู้นำของกองทัพในประเทศ จนส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงไปตามๆ กัน
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี ของจีน ได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำเกาหลีเหนือ รวมทั้งยังได้ทำการยกย่องว่า คิมจองอิล คือผู้นำประเทศที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากในช่วงตลอดชีวิตที่ผ่านมา
และยังเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้ที่คอยผลักดันให้มิตรภาพในความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนได้พัฒนาก้าวไปข้างหน้าและมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า คิมจองอิล จะจากไปแล้ว แต่สำนักข่าวไชนา เดลี เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศภายใต้การนำของ คิมจองอุน ผู้นำคนใหม่ และเป็นบุตรคนสุดท้องของ คิมจองอิล จะยังคงความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและแน่นแฟ้นที่มีต่อจีนเอาไว้เหมือนเช่นเคย ท่ามกลางสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้น ยังได้ให้ข้อเสนอแนะอีกด้วยว่า ทั้งสองประเทศควรยกระดับความร่วมมือที่มีต่อกันทั้งในระดับทวิภาคีและในระดับพหุภาคีให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม
ส่วนทางด้านบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ ลงความเห็นว่าการก้าวขึ้นมาของ คิมจองอุน นั้นเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากลำบากว่าผู้นำคนใหม่จะดำเนินนโยบายไปในทิศทางไหน ดังนั้นด้วยความสงสัยและเป็นกังวลนี้ จึงได้ส่งผลให้เหล่าบรรดาผู้นำประเทศที่อยู่รายล้อมและเป็นกังวลต่อเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ หันมาเพิ่มความร่วมมือที่มีต่อกันมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ก็เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าการก้าวขึ้นมาของผู้นำที่ดูจะขาดบารมีและไม่มีประสบการณ์นั้น อาจจะนำไปสู่การสร้างเสริมบารมีและความศรัทธาให้แก่ตนเองด้วยการสั่งทดลองอาวุธ หรือซ้อมรบเพื่อแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและคนทั่วโลกรู้ว่าตนคือผู้นำที่แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้นำคนก่อนหน้านี้







