
เตือนภัยธรรมชาติ คุกคามความมั่นคงโลกบ่อเกิด'สงคราม'ความขัดแย้ง
จากที่เคยเป็นเพียงความทุกข์ร้อนของบรรดานักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ประเด็นเรื่อง “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
จากที่เคยเป็นเพียงความทุกข์ร้อนของบรรดานักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ประเด็นเรื่อง “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” และ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก” ได้กลายมาเป็นประเด็นเร่งด่วนที่บรรดาผู้นำและรัฐมนตรีกลาโหมจากทั่วทุกมุมโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดด้วยความวิตกกังวลและหนักใจสุดๆ
เพราะมหันตภัยทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น วิกฤตอุทกภัย แผ่นดินไหว หรือภัยแล้ง ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นชนวนภัยคุกคามรุนแรงที่สามารถก่อให้เกิดความสูญเสียและทุกข์ยากแก่มวลมนุษยชาติครั้งใหญ่ยิ่งกว่าภัยธรรมชาติใดๆ
หายนภัยที่ว่านี้ก็คือ สงคราม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ว่า นับวันยิ่งจะเกิดถี่ขึ้น และยกระดับดีกรีความรุนแรง โดยมีปัจจัยด้านภัยธรรมชาติเป็นตัวเร่ง
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจนก็จะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐานชั่วคราว ความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ภาวะโรคระบาด หรือแม้แต่ความอดอยาก
ความทุกข์ทรมานเหล่านี้ล้วนแต่เป็นฟืนชั้นดีที่สามารถจุดประกายให้เกิดไฟแห่งความโกรธแค้นและความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่สงครามการสู้รบได้ในที่สุด
ที่ผ่านมา โลกก็ได้เห็นตัวอย่างของสงครามนองเลือดอันเป็นผลจากภัยธรรมชาติ มาแล้วนับไม่ถ้วน เสียแต่เพียงว่าประเด็นเรื่องภัยธรรมชาติไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก เนื่องจากถูกบดบังด้วยภาพของการสู้รบแทน
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดสุดของผลกระทบของภัยธรรมชาติที่มีต่อความมั่นคงก็คือ “สงครามดาร์ฟูร์” ซึ่งเกิดขึ้นทางตะวันตกของประเทศซูดานระหว่างปี 2546-2553 และถือได้ว่าเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก โดยมีผู้เสียชีวิตมากถึง 3 แสนคน
แม้ที่ผ่านมาสงครามดาร์ฟูร์จะถูกจัดประเภทให้เป็น “สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เนื่องจากปมของความขัดแย้งครั้งนั้นคือ การแบ่งแยกทางชนชาติและชนเผ่า
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กลับชี้ว่า ปัจจัยที่แท้จริงที่นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งนั้นก็คือ ภัยธรรมชาติ นั่นเอง เนื่องจากช่วงก่อนเกิดสงคราม ภัยแล้งได้เล่นงานซูดานอย่างหนัก จนประชาชนราว 1.5 ล้านคน ในหลายพื้นที่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน
แน่นอนว่า เมื่อเกิดการอพยพโยกย้ายครั้งใหญ่ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยสิ่งหนึ่งที่เกิดและเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ปัญหาด้านชนเผ่าและเชื้อชาติ
ทั้งนี้ ด้วยลักษณะทางประชากรของประเทศซูดานนี้ที่ประกอบด้วยประชาชนต่างชาติต่างเผ่าและต่างศาสนา ซึ่งอาศัยอยู่ตามบริเวณต่างๆ ของประเทศ ส่งผลให้การอพยพของผู้คนขนานใหญ่เปรียบเสมือนกับการรุกล้ำดินแดนของกลุ่มชนอีกเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แต่เดิม
สำหรับการย้ายถิ่นครั้งใหญ่เพื่อหนีภัยแล้งในซูดานครั้งนั้น ชาวนาเร่ร่อนเชื้อสายอาหรับได้อพยพหนีภัยทางเหนือด้วยการเข้ามาปักหลักในพื้นที่ของชนเผ่าแอฟริกันมุสลิมทางตอนใต้ จนเกิดความไม่พอใจ และนำไปสู่สงครามรุนแรงนองเลือดในที่สุด
“ภัยแล้งในดาร์ฟูร์ได้ส่งผลให้ชาวนาเร่ร่อนต้องย้ายที่ทำกิน และนำไปสู่การแก่งแย่งชิงที่ดินและแหล่งน้ำระหว่างชนเผ่า” สหประชาชาติ ระบุ
ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์ในซูดานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด โดยหลายฝ่ายก็เริ่มกังวลว่า ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นอีกครั้งได้ทุกเมื่อ เพราะภัยธรรมชาติยังคงถาโถมเล่นงานซูดานอย่างหนัก โดยเฉพาะภัยแล้งที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศ หลายองค์กรเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำฝนในซูดานหดตัวมากถึง 30% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ขณะที่แหล่งน้ำในประเทศก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าผลผลิตด้านการเกษตรจะลดลงมากถึง 70% ซึ่งล่าสุดนั้นเผ่านูบาทางใต้ได้ออกมาขู่ว่า พร้อมที่จะก่อสงครามได้ทุกเมื่อ หากชนเผ่าอาหรับทางตอนเหนืออพยพลงมาอีกครั้ง
ด้านโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชา ชาติ (ยูเน็บ) ออกโรงเตือนว่า ประเทศในทวีปแอฟริกาอื่นๆ อาจต้องรับมือกับปัญหาด้านความมั่นคงอันเป็นผลจากภัยธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศชาด ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของซูดานที่กำลังเผชิญกับการขยายอาณาเขตของทะเลทราย
“ใครๆ ก็พอจะเดาออกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทะเลทรายขยายตัวเป็นบริเวณกว้าง” อาคิม สไตเนอร์ ผู้อำนวยการยูเน็บ กล่าว โดยเตือนว่าสิ่งนี้จะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่หายไป ซึ่งถูกแทนที่ด้วยผืนทรายอันกว้างใหญ่ จนเกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการอาศัยอยู่และทำมาหากิน และวงจรแห่งการแย่งชิงที่ดินและทรัพยากรก็จะไม่มีวันสิ้นสุด
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างประชาชนถึงขั้นประเทศล่มจมนี้ กำลังลุกลามแพร่ขยายไปทั่วโลกตามภัยธรรมชาติที่กำลังคุกคามกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศตูนิเชียและอียิปต์
ในมุมมองความเห็นของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมกับสภาพสังคมทั่วโลกต่างมองว่า การลุกฮือของประชาชนผู้มีฐานะยากจนในตูนิเซียและอียิปต์ จนจุดประกายกลายเป็นการลุกฮือเพื่อโค่นล้มผู้นำในหลายประเทศ หรือที่รู้จักกันดีว่า “อาหรับ สปริง” นี้ ล้วนเป็นผลลัพธ์ของภัยธรรมชาติทั้งสิ้น
เพราะเมื่อสืบสาวถึงต้นตอสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนธรรมดาที่มีฐานะปานกลางถึงระดับที่อยู่ในขั้นยากจนต้องออกมาเดินขบวนประท้วงด้วยความโกรธแค้นนี้ เป็นเพราะคลื่นความร้อนและภัยแล้งได้ถาโถมคืบคลานสู่ภูมิภาคอาหรับและแอฟริกาตอนเหนืออย่างหนัก จนทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น
เมื่อหิว และไม่มีกิน ประชาชนย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้ปกครองประเทศในที่สุด
นอกจากนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างออกโรงเตือนว่า ประชาคมโลกจะต้องเตรียมตัวรับมือกับสงครามบ่อยขึ้น ท่าม กลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกวัน และภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มที่จะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
“ปัจจุบันเราค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจนจะต้องเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน โดยสิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลกเท่านั้น แต่กำลังทำลายมันลงต่างหาก” บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าว
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) ระบุในรายงานประจำปี 2553 ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะส่งผลกระทบด้านภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitical) ทั่วโลก โดยในรายงานระบุว่า แม้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้นไม่ได้เป็นต้นเหตุของสงครามโดยตรง แต่เป็นตัวกระตุ้นและเร่งให้เกิดความไม่มั่นคงและความขัดแย้ง
พลเรือตรี นีล โมริเซ็ตตี ทูตพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านพลังงานของกระทรวงกลาโหมอังกฤษ มองว่า ประเด็นเรื่องภัยธรรมชาติ แท้จริงแล้วคือปัญหาที่ฝังรากลึกท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก
“จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน หรือวิถีชีวิตดั้งเดิมจากภัยธรรมชาติ หากประชาชนที่ประสบภัยไม่เหลืออะไรเลย พวกเขาจะสามารถหาอาชีพสุจริตประกอบได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะต้องผันตัวเองเป็นผู้ก่อการร้ายที่ได้ค่าจ้างวันละ 5 เหรียญเพื่อความอยู่รอด” โมริเซ็ตตี กล่าว
ทั้งนี้ โมริเซ็ตตี มองว่า หลายประเทศไม่ได้มีการวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับการอพยพของผู้ประสบภัย หรือแม้กระทั่งการจัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราว อาชีพ และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น จนส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย
ขณะเดียวกัน โมริเซ็ตตี ยังเตือนว่า ภูมิภาคที่เสี่ยงต่อการเกิดสงครามอันเป็นผลจากภัยธรรมชาติมากที่สุด คือ บริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลก (Equatorial Belt) เนื่องจากในช่วง 40–50 ปีที่ผ่านมา บริเวณนี้คือจุดที่เกิดความขัดแย้งมากที่สุด เพราะรัฐบาลชาติต่างๆ นั้นขาดศักยภาพในการรับมือกับปัญหา และการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง
ในส่วนของวารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐนั้นมองว่า สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม แม่น้ำลิมโพโปในโมซัมบิกในทวีปแอฟริกา บริเวณทางเหนือของจีนใกล้ชายแดนมองโกเลีย และชายฝั่งรัฐอะแลสกาของสหรัฐ คือพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดที่อาจต้องเผชิญกับการอพยพโยกย้ายครั้งใหญ่จากพิษสงของภัยธรรมชาติ
ดังนั้น เมื่อภัยธรรมชาติสามารถจุดประกายให้เกิดสงครามและการสู้รบ ประชาชนทั่วโลกก็ต้องหันมาให้ความสำคัญและร่วมมือแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ควรเป็นวาระเร่งด่วนที่ผู้นำและองค์กรทั่วโลกจะต้องร่วมกันวางแผนศึกษาให้ดี เพราะกระทบ “สันติภาพของโลก” อย่างแท้จริง
แม้ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบกว่า 50 ปี แต่หากมองในอีกแง่หนึ่ง ไทยก็ยังโชคดีที่วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องกลายสภาพเป็น “ผู้อพยพ” ถาวรดังเช่นที่เกิดในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
แต่ก็ใช่ว่าคนไทยจะนิ่งนอนใจได้ เพราะอย่าลืมว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ต่างชาติได้เตือนไทยแล้วว่า น้ำท่วมครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือบทโหมโรงของภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคต
ดังนั้น ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะได้รับบทเรียนจากวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา และจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยต้องเผชิญกับสงครามนองเลือดอันเป็นผลจากภัยธรรมชาติ







