
เตือนอาเซียนถอยลงคลอง
ชี้ระบบผู้นำหมุนเวียนมีปัญหาหวั่นชาติด้อยพัฒนามือไม่ถึง
ชี้ระบบผู้นำหมุนเวียนมีปัญหาหวั่นชาติด้อยพัฒนามือไม่ถึง
นักวิเคราะห์เตือนอาเซียนเสี่ยงถอยหลัง หากสมาชิกที่ด้อยพัฒนาขึ้นเป็นประธานหมุนเวียน
เอเอฟพีรายงาน โดยอ้างนักวิเคราะห์ว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งได้รับการจับตามองครั้งใหม่ในฐานะเวทีการทูตระหว่างประเทศนั้น เสี่ยงที่จะต้องสูญเสียความโดดเด่นของตนเองไป เนื่องจากระบบประธานหมุนเวียนจะเปิดโอกาสให้ชาติสมาชิกที่ยังด้อยการพัฒนาได้ขึ้นมาเป็นผู้นำอาเซียน
อาเซียนซึ่งมีสมาชิกหลากหลายกันไปในระบบการปกครองนั้น ได้ถูกตีตรามาโดยตลอดว่าเป็นสมาคมลับแล เนื่องจากมีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน ทว่าในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งรวมถึงการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก 18 ประเทศนั้น อาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงการหารือกันอย่างจริงจังถึงประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ในภูมิภาคนี้ซึ่งรวมถึงการที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ได้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศจากตะวันออกกลางมายังเอเชียแปซิฟิกด้วย
หลังจากที่เวียดนามและอินโดนีเซียได้เป็นประธานหมุนเวียนมาในช่วง 2 ปีนี้ ตำแหน่งประธานในอนาคตกำลังจะตกไปอยู่กับประเทศสุลต่านขนาดเล็กอย่างบรูไน ประเทศด้อยพัฒนาอย่างกัมพูชา และประเทศที่ถูกครอบงำโดยทหารอย่างพม่า
“การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนโดยชาติที่เล็กกว่าและพัฒนาได้น้อยกว่า จะเป็นสิ่งที่ท้าทาย และจะมาในช่วงที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของอาเซียนด้วย” เออร์เนสต์ บาวเออร์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศในสหรัฐ กล่าว
เอเอฟพีระบุด้วยว่า ขณะนี้เริ่มมีความกังวลกันขึ้นว่า ประเทศด้อยพัฒนาซึ่งขาดทั้งความเชี่ยวชาญและองค์กรต่างๆ ที่เป็นประชาธิปไตย จะไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจและเวทีการทูตระดับโลกได้อย่างแท้จริง
“ช่วงเวลาแห่งความเป็นจริงได้มาเยือนอาเซียนแล้ว และอาเซียนก็จะต้องเลือกระหว่างการการดำรงอยู่เป็นสถาบันและการส่งเสริมศักยภาพ หรือจะเสี่ยงถอยหลังลงคลองกลับไปสู่องค์กรหลวมๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไร” บาวเออร์ กล่าว
ทั้งนี้ อาเซียนมีธรรมเนียมผลัดกันนั่งในตำแหน่งประธานหมุนเวียน โดยเรียงไปตามตัวอักษรชื่อหน้าของประเทศ ทว่าก็มีการสับเปลี่ยนกันในบางครั้ง และประธานอาเซียนในวาระปี 2014 ก็คือพม่า ซึ่งได้รับกาสรสนับสนุนหลังให้คำมั่นเรื่องการปฏิรูปในประเทศ
ความท้าทายนี้ยังมีขึ้นในขณะที่อาเซียนกำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งมีกำหนดภายในปี 2558 และในขณะที่อาเซียนคาดหวังที่จะเป็นเวทีการทูตคนกลางระหว่างมหาอำนาจ จีนและสหรัฐ







