
จับตาชะตากรรมอิตาลีวิกฤตหนี้ที่ยากกู่กลับ
ทั่วโลกจับตาวิกฤตหนี้อิตาลี หวั่นต้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปต่อจากกรีซ หลังผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งเกิน 7% ลุ้นสภาผ่านแผนรัดเข็มขัด วัดฝีมือผู้นำคนใหม่
ทั่วโลกจับตาวิกฤตหนี้อิตาลี หวั่นต้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปต่อจากกรีซ หลังผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งเกิน 7% ลุ้นสภาผ่านแผนรัดเข็มขัด วัดฝีมือผู้นำคนใหม่
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ทั่วโลกทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ต่างเฝ้ามองท่าทีของอิตาลีอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีความเคลื่อนไหวถึงแผนการรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่มีเป้าหมายลดภาระหนี้สาธารณะที่สูงถึง 1.9 แสนล้านยูโร แต่ปัญหาความขัดแย้งจากการเมืองภายในประเทศก็ทำให้อิตาลีไม่สามารถนำแผนรัดเข็มขัดออกมาใช้ถึง 6 ครั้ง
จำนวนความล้มเหลวดังกล่าว ย่อมหมายถึงภาระการกู้ยืมของประเทศ หรือผลตอบแทนพันธบัตรที่ก่อตัวพุ่งสูงขึ้นจนเกินควบคุม
ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรนี้คือดัชนีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า ประเทศหนึ่งๆ จะสามารถหาเงินมาใช้หนี้ที่ยืมไปได้หรือไม่
เรียกได้ว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะของอิตาลีที่สูงถึง 120% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) บวกกับเสถียรภาพทางการเงินที่ง่อนแง่น และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มไม่เชื่อมั่นในอิตาลี
แม้จะไม่มีใครคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดแม่นยำว่า อิตาลีจะเบี้ยวหนี้หรือไม่ แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แน่ใจว่า อิตาลีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เกินกว่าที่เงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) จะรับมือไหว
และการเบี้ยวหนี้ของอิตาลีมีสิทธิที่จะเป็นหายนะของจริงสำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ผลกระทบร้ายแรงดังกล่าว ส่งผลให้ผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอียู ต่างเพิ่มแรงกดดันไปยังอิตาลี
ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ว่าที่อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี จึงงัดไม้เด็ดประกาศพร้อมลาออกรวมถึงให้คำมั่นว่าจะไม่สมัครชิงตำแหน่งอีกสมัย หากรัฐสภาอนุมัติมาตรการรัดเข็มขัดฉบับใหม่
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ วุฒิสภาของอิตาลีเพิ่งจะผ่านมาตรการรัดเข็มขัดฉบับล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรก็เตรียมพิจารณาภายในสุดสัปดาห์นี้ เท่ากับว่า ภายในสัปดาห์หน้านักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกมีสิทธิที่จะรู้เสียทีว่า อิตาลีจะนำมาตรการรัดเข็มขัดแบบใดออกมาใช้
บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า มาตรการรัดเข็มขัดซึ่งมีทั้งการตัดลดค่าใช้จ่ายและการขึ้นภาษีล่าสุดนี้จะช่วยให้ประเทศอิตาลีสามารถประหยัดเงินได้มากถึง 59.8 ล้านยูโร
ทั้งนี้ มาตรการรัดเข็มขัดของอิตาลีฉบับล่าสุด มีเป้าหมายเพื่อให้ดุลงบประมาณของประเทศกลับมามีดุลยภาพภายอีกครั้งในปี 2556 โดยแผนรัดเข็มขัดนี้ประกอบด้วย การเพิ่มภาษีจาก 20% เป็น 21% งดเพิ่มเงินเดือนภาครัฐทั้งหมดจนกว่าจะถึงปี 2556 เพิ่มอายุเกษียณลูกจ้างรัฐที่เป็นผู้หญิงจากอายุ 60 ปี เป็น 65 ปี เสริมมาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งรวมถึงการจำกัดการทำธุรกรรมทางการเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 2,500 ยูโร และเก็บภาษีพิเศษจากอุตสาหกรรมด้านพลังงาน
ขณะที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ได้กำหนดค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าให้ มาริโอ มอนติ นักเศรษฐศาสตร์และอดีตคณะกรรมาธิการแห่งยุโรป (อีซี) ขึ้นแท่นบริหารงานแทน
นับเป็นความคืบหน้าที่นักลงทุนทั่วโลกต่างชื่นชม เพราะแม้เป็นมือสมัครเล่นอย่างไร ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนยอมเสี่ยงลงทุนกับประเทศที่ไร้เสถียรภาพและขาดผู้นำในการบริหาร
ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ปัญหาหนี้ของอิตาลีบานปลายจนจวนเจียนวิกฤต ก็เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกลดลง จนอิตาลีต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่มีมูลค่าสูงกว่า 6 เท่าของประเทศกรีซ
กลายเป็นภาระการกู้ยืมที่หนักหนาสาหัสของประเทศ โดยในขณะนี้อิตาลีต้องจ่ายผลตอบแทนสูงมากขึ้น ซึ่งแตะระดับที่ 7.3%เมื่อวันพุธที่ 9 พ.ย. เพื่อประคองสถานะหนี้ของตัวเอง
อัตราดังกล่าวนับได้ว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอิตาลี และอยู่ในอัตราเดียวกันกับที่กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส จำต้องยื่นเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากอียู
ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า อิตาลีต้องยืมเงินอย่างน้อย 3 แสนล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนที่เทียบเท่ากับหนี้สาธารณะของกรีซ เพื่อจ่ายหนี้ที่ถึงกำหนดในปีหน้า ท่ามกลางกระแสหวาดวิตกว่า ผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้อิตาลีไม่สามารถกู้ยืมเงินมาใช้หนี้ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ สิ่งที่นักวิเคราะห์วิตกกันมากที่สุดก็คือ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก จะส่งผลให้อียูมีเงินไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลืออิตาลีได้
ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่า การกดดันให้อิตาลีต้องเร่งช่วยเหลือตัวเอง
“ตลาดพันธบัตรของอิตาลีจะไม่คืบหน้าจนกว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและแข็งแกร่งพอที่จะนำมาตรการรัดเข็มขัด และแผนปฏิรูปเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือในสายตาผู้นำทั่วโลกมาใช้” แจน แรนดอล์ฟ หัวหน้าแผนกบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะของไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่งเกรงว่า แม้อิตาลีจะมีมาตรการรัดเข็มขัดออกมาใช้ แต่อิตาลีก็ยังไม่สามารถหลุดจากวิกฤตหนี้มาได้ หากไม่มีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยค้ำจุน
แบร์รี ไอเชนกรีน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ควรยื่นมือเข้ามาช่วยอิตาลี ด้วยการซื้อพันธบัตรของรัฐบาลให้มากขึ้นเพื่อให้อัตราผลตอบแทนลดลง
“ตราบใดที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีไม่ลดลงอยู่ในระดับเดียวกับเยอรมนี (1.8%) เมื่อนั้นก็ไม่มีทางที่อิตาลีจะแก้ปัญหาหนี้ของตัวเองได้อย่างเด็ดขาด” ไอเชนกรีน กล่าว
อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์วิตกกังวลก็คือ การผิดนัดชำระหนี้ของอิตาลี จะส่งผลกระเทือนต่อภาคธนาคารของภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของอิตาลี รวมไปถึงกระเทือนต่อสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ยังกระท่อนกระแท่นอยู่ในขณะนี้
ความหวาดหวั่นที่ปกคลุมไปทั่ว ส่งผลให้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต้องออกแถลงการณ์กระตุ้นเตือนให้รู้ว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่จะถลำลึกดำดิ่งสู่ความไม่มั่นคง เศรษฐกิจที่ไร้เสถียรภาพ และอาจถึงขั้นล่มสลาย
“ในที่สุดเราอาจต้องเผชิญกับทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ (ไม่มีอัตรการเติบโตเลยในช่วง 10 ปี) และอัตราการว่างงานที่สูงอย่างรุนแรง” ลาการ์ด กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่อิตาลีสามารถระบุตัวผู้นำคนใหม่อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดโลกเริ่มผ่อนคลายความกังวลได้มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขในตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวในแดนบวกเมื่อช่วงปิดตลาดในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า มาริโอ มอนติ ที่เพิ่งจะสาบานเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในเดือนนี้ นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดของอิตาลี ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของตัวมอนติเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ มอนติยังเป็นหัวแรงสำคัญในระหว่างที่ทำหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรป คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่อียูจะให้เงินช่วยเหลือ หรือเข้าไปอุ้มประเทศหรือสถาบันทางการเงินใดๆ ที่กำลังประสบวิกฤตจากปัญหาหนี้สาธารณะ เพราะมอนติไม่เห็นว่าวิธีดังกล่าวจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
ด้วยสไตล์และแนวคิดดังกล่าว ส่งผลให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า มอนติจะแสดงฝีมือช่วยให้อิตาลีรอดพ้นจากหล่มปัญหาหนี้อย่างไร ท่ามกลางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.75% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา







