
เยอรมนีลั่นไม่มีแผนเด็ด
เตือนนักลงทุนอย่าคาดหวังสูงเส้นทางแก้วิกฤตยังอีกยาวไกล
เตือนนักลงทุนอย่าคาดหวังสูงเส้นทางแก้วิกฤตยังอีกยาวไกล
เยอรมนีเตือน อย่าคาดหวังแผนแก้วิกฤตหนี้ฉบับใหม่จะคลี่คลายปัญหาได้ทั้งหมด ด้านนักลงทุนหวั่นวิกฤตหนี้ยูโรโซนส่อเค้ายืดเยื้อ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ว่า เส้นทางสู่การแก้วิกฤตหนี้ของยุโรปดูมืดมัวอีกครั้ง ภายหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเยอรมนี เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนที่ต่างหวั่นว่าวิกฤตหนี้ครั้งนี้อาจยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ความกังวลของนักลงทุนได้มีขึ้นภายหลัง วูล์ฟกัง ชอเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี เปิดเผยว่า แผนการที่ผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียูซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23 ต.ค.ที่จะถึงนี้ จะไม่สามารถคลี่คลายปัญหาทุกอย่างได้
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่ สเตฟาน ไซเบิร์ต โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ว่า ผู้คนไม่ควรมีความคาดหวังที่มากเกินไปกับแผนการนี้
“ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ หลายฝ่ายกำลังฝันเฟื่องว่า ทุกอย่างจะจบลงอย่างสวยงามในวันที่ 23 ต.ค.” ไซเบิร์ต กล่าว โดยเตือนว่า หากทุกคนไม่ยอมรับความจริงจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะแผนการใหม่นี้เป็นเพียงขั้นแรก ไม่ใช่ขั้นสุดท้ายของการแก้ปัญหา ดังนั้นคาดว่าการแก้ปัญหาจะต้องยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้าอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่ายุโรปกำลังเข้าใกล้แผนแก้หนี้ฉบับใหม่ที่มี ความเด็ดขาดมากขึ้น ภายหลังผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสยืนยันว่า จะเสนอแผนใหม่ซึ่งมีความเด็ดขาดอย่างแน่นอน อีกทั้งล่าสุดที่ประชุมรัฐมนตรีกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ยังได้ขีดเส้นตายให้ผู้นำยุโรปส่งแผนแก้วิกฤตที่มีความเด็ดขาดและชัดเจนภายในวันที่ 23 ต.ค. อีกด้วย
วันเดียวกัน แหล่งข่าวใกล้ชิดผู้นำเยอรมนีเปิดเผยว่า เยอรมนีและฝรั่งเศสมีความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องการลดหนี้ให้กรีซ โดยเยอรมนีนั้นเรียกร้องให้ภาคเอกชนยอมลดหนี้ให้กรีซมากถึง 50-60% ในขณะที่ฝรั่งเศสต้องการให้มีการลดหนี้เพียง 21% ตามข้อตกลงเดิม
แหล่งข่าวรายนี้แสดงความกังวลว่า ความแตกแยกครั้งนี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการร่างแผนแก้วิกฤตหนี้ยูโรโซน ซึ่งทั้งสองประเทศจะต้องร่างร่วมกันและเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียูในสัปดาห์หน้า







