
กฏหมายปกป้องการค้าเพื่อความเป็นธรรม หรือแค่เกมการเมือง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าและความขัดแย้งเรื่องค่าเงินระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐดูจะมาถึงจุดเดือดร้อนแรงอีกครั้ง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าและความขัดแย้งเรื่องค่าเงินระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐดูจะมาถึงจุดเดือดร้อนแรงอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างถึงความอยุติธรรมที่ตนเองได้รับจากอีกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมองว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐจนถึงขนาดเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายปกป้องความไม่เป็นธรรมทางการค้า (US Currency Bill) ซึ่งเขียนขึ้นมาเพื่อลงโทษจีนที่ดำเนินนโยบายกดเงินสกุลหยวนให้อ่อนกว่าความเป็นจริงในตลาดโดยเฉพาะ อาจเป็นเพียงแค่ความเคลื่อนไหวทางสัญลักษณ์เท่านั้น
ทั้งนี้ นักสังเกตการณ์หลายฝ่ายมองว่ามี ความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร หรือ สภาล่างของสหรัฐ
เห็นได้จากคำเปรยของ จอห์น โบห์เนอร์ โฆษกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ต้องการเห็นการลงมติร่างกฎหมายที่ว่าในสภาล่าง ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ก็แอบปรารภถึงความกังวลที่จะต้องลงนามรับรองกฎหมายฉบับดังกล่าว
เนื่องจากหากผ่านไปได้ก็จะกระทบถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนที่สหรัฐจำเป็นจะต้องพึ่งพาในขณะนี้ แต่ถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็จะกระทบถึงคะแนนความนิยมของตนเองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่กำลังจะถึงนี้
คำถามที่ตามมาก็คือว่า ถ้าสหรัฐไม่ต้องการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว แล้วทำไมถึงมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ
คำตอบที่ได้ในมุมมองของนักวิเคราะห์ก็คือ ทั้งหมดมีสาเหตุผสมกันระหว่างประเด็นภายในของสหรัฐและสถานการณ์การค้ากับจีน
สถานการณ์ที่บรรดาวุฒิสมาชิกของสหรัฐบางรายถึงกับกล่าวโทษว่า นโยบายค่าเงินของจีนทำให้ชาวอเมริกันเกือบ 2 ล้านคนต้องตกงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ไมเคิล เพ็ททิส ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า ตัวเลขการขาดดุลทางการค้าในระดับสูงและแนวโน้มคนว่างงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลอย่างมากต่ออำนาจการบริหารในทางการเมือง
เรียกได้ว่าสภาพเลวร้ายทางเศรษฐกิจส่งผลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ยิ่งเมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่กำลังใกล้เข้ามา
“ปัญหาอันดับแรกสุดของสหรัฐในขณะนี้ ก็คือปัญหาคนตกงาน ดังนั้นใครๆ (นักการ เมือง) เลยต้องการจะแสดงให้เห็นว่าได้ทำบางอย่างเพื่อสร้างงาน” แพทริก โชวาเนก ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซิงหัวในปักกิ่ง ระบุ
ทั้งนี้ วิธีการที่ง่ายที่สุด ก็คือการหาใครสักคนขึ้นมาเป็นเหยื่อเพื่อกล่าวโทษ หรือรับผิดชอบ และจีนก็ดูจะเหมาะสมมากที่สุด
แม้ว่าหลายฝ่ายจะสงสัยว่า รัฐบาลจีนน่าจะดำเนินนโยบายกดค่าเงินให้ต่ำกว่าความเป็นจริงในตลาดทำให้สินค้าจีนมีราคาถูก เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นโยบายเรื่องค่าเงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างการค้าของทั้งสองประเทศ
สำหรับประเทศจีน สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบดุลการค้านอกจากนโยบายเรื่องค่าเงินแล้ว ยังรวมไปถึงการให้เงินอุดหนุนด้านการผลิต การเข้าถึงแหล่งทุน และอีกหลายปัจจัยที่จีนนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการส่งออก
แม้จะมีเสียงบ่นทักท้วงถึงความไม่เป็นธรรมจากฝั่งสหรัฐ แต่บรรดาเจ้าหน้าที่จีนดูจะไม่สนใจสักเท่าไรนัก แถมยังพุ่งความสนใจทั้งหมดเดินหน้าท้าทายเศรษฐกิจทุกรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจีนจะเมินเฉยไม่ยี่หระต่อแรงกดดันจากทั้งสหรัฐและประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินหยวนเริ่มขยับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแข็งค่าขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเหรีญสหรัฐ และอีก 8% เมื่อเทียบกับสกุลยูโร
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเคลื่อนไหวเรื่องร่างกฎหมายปกป้องการค้าไม่เป็นธรรมของสหรัฐที่กำลังดุเดือดอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่นโยบายค่าเงินของจีนได้
เพราะการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหยวนมักจะได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายในก่อนเสมอ
พูดง่ายๆ ว่า รัฐบาลจีนจะคำนึงถึงคนของตนเองก่อน ซึ่งในที่นี้ก็คือ บรรดาผู้ผลิตและผู้ส่งออก ที่ขณะนี้กำลังแบกรับภาระต้นทุนอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา อันเนื่องมาจากกำลังการซื้อของผู้บริโภคในตลาดลดลง
ดังนั้น หากปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายตนเอง
นอกจากนี้ ค่าเงินที่แข็งขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้สินค้าของจีนในตลาดต่างประเทศมีราคาแพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะไหลเข้ากระเป๋าด้วย
ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายในจีนถึงขนาดมองว่า เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กต้องปิดกิจการ แรงงานจำนวนมากต้องตกงานทันที และทำให้จีนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเช่นเดียวกับที่สหรัฐเผชิญอยู่ในขณะนี้
“การแข็งค่าของเงินหยวนอย่างกะทันหันจะบีบให้จีนต้องปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันเงินหยวนที่แข็งขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ส่งออก และต่อแบ่งสันปันส่วนของเงินทุนและแรงงาน” ศาสตราจารย์โชวาเนก กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร่างกฎหมายป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมของสหรัฐจะมีแนวโน้มไม่ผ่านออกมาเป็นกฎบังคับใช้ และร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวดูจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายค่าเงินของจีนเท่าไรนัก
ทว่า ข้อโต้แย้งของร่างกฎหมายที่เกิดขึ้น ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักวิตกกังวลถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐกับจีน
ทั้งนี้ กุยเทียนไค รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็เริ่มกลัวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้จีนไม่สามารถดำเนินนโยบายค่าเงินได้อย่างสะดวก ซึ่งจะส่งผลร้ายมากกว่าดีต่อทั้งสหรัฐและจีนแน่นอน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองว่า ข้อกล่าวหาและคำข่มขู่คุกคามไม่ได้มีผลอันใดมากไปกว่าการทำให้ประชาชนภายในสหรัฐพึงใจ
“ผมคิดว่า วุฒิสมาชิกทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลทั้งคู่ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทำเนียบขาวย่อมแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวุฒิสภา โดยประเทศจีนก็เช่นเดียวกัน” อลิสแตร์ ธอร์นตัน จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ กล่าว
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลเลเจนซ์ ยูนิต อย่างอินเนสเคอร์ ก็เชื่อว่าเมื่อปัญหาขัดแย้งและการโต้เถียงเกี่ยวกับร่างกฎหมายเริ่มคลายความร้อนแรง สถานการณ์ทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ กลับไปเป็นเหมือนเดิม
“เมื่อจีนยอมรับแล้วว่าจะทำให้ค่าเงินของตนเองได้รับความนิยมในตลาด ไม่ว่าอะไรก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้ของจีนได้” อินเนสเคอร์ กล่าวสรุป







