
เธอชื่อ ฟรานเชสกาลี
ครั้งแรกที่เธอพบสุภาพบุรุษจากตะวันออกไกลท่านนี้ เธอรู้สึกประทับใจในบุคลิกภาพและการอุทิศตนให้แก่ชาติบ้านเมืองของเขาอย่างยิ่ง
ครั้งแรกที่เธอพบสุภาพบุรุษจากตะวันออกไกลท่านนี้ เธอรู้สึกประทับใจในบุคลิกภาพและการอุทิศตนให้แก่ชาติบ้านเมืองของเขาอย่างยิ่ง
โดย..เพียงออ วิไลย
การเป็นผู้นำกลุ่มคนชาติเดียวกันที่พลัดถิ่นจากแดนไกลมากระจายอยู่ทั่วยุโรปและอเมริกา...ช่างเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ มิใช่เรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตอันแสนสบายในแบบคุณหนูอย่างที่เธอได้เคยประสบมาตลอดชีวิต... ความรู้สึกบางอย่างสั่นสะเทือนจิตใจของเธอ ... ทว่า “ฟรานเชสกา มาเรีย บาร์บารา ดอนเนอร์” ลูกสาวผู้ดีจากตระกูลมั่งคั่งในออสเตรียจะคาดคิดในเวลานั้นหรือไม่ว่า พรหมลิขิตได้หักเหชีวิตของเธอแบบ 180 องศา นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา...
Francesca Maria Barbara Donner ถือกำเนิดในปี 1900 ในตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งในกรุงเวียนนา แม้ว่าเธอจะเป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว และพูดได้หลายภาษา ทำให้บิดาของเธอคิดอยู่เสมอว่า จะให้เธอทำหน้าที่สืบทอดธุรกิจของเขาต่อไป... ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความฝันแบบเด็กสาว เธอจึงได้แต่งงานครั้งแรกกับนักแข่งรถเมื่ออายุเพียง 20 ปี แต่ก็ต้องเลิกราหย่าขาดกันในเวลาเพียงแค่ 3 ปี...เมื่อเธอตื่นจากความฝัน จึงได้รู้ว่า ที่แท้ความฝันของเธอมิได้เป็นเพียงสิ่งฉาบฉวย แต่มีคุณค่าสำหรับใครบางคนเพื่อเป้าหมายบางอย่าง ที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักและความหลงชั่วคราว
ปลายฤดูหนาวในปี 1933 ขณะที่เป็นสาวเต็มวัย เพียบพร้อมไปทั้งสติปัญญาและความลุ่มลึกในชีวิต เธอได้เดินทางไปพักผ่อนกับมารดาที่สวิตเซอร์แลนด์ และเข้าพักในโรงแรมใกล้ทะเลสาบ “เลอมอง” ... ในขณะเดียวกัน “อี ซึง มาน” นักกู้ชาติหนุ่มใหญ่ชาวเกาหลี ผู้ที่ใช้ชีวิตหลายสิบปีอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาในฐานะตัวแทนของเกาหลีกับอิสรภาพในเวทีประชุมสหประชาชาติที่จัดขึ้นในโรงแรมนี้ด้วย...ทั้งสองคนได้ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน ... และเรื่องราวทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นนี้...กรี๊ดดดด เพลงขึ้นในทันใด “... แต่เราก็หากันจนเจอ... มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า เมื่อมีใครสักคนข้างกาย เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง ” (ขอมอบเครดิตให้กับสองกบ ทรงสิทธิ์ กับ เสาวนิตย์ ที่มาช่วยขับกล่อม)
วันต่อมา ฟราสเชสกา ได้พบบทสัมภาษณ์ของ “อี ซึง มาน” ในหัวข้อ อิสรภาพของเกาหลี จึงได้ฝากเคาน์เตอร์โรงแรมให้ส่งคืนให้เขา พร้อมทั้งบทความในหนังสือพิมพ์อื่นๆ ... หนุ่มใหญ่รู้สึกประทับใจ จึงได้ขอเลี้ยงน้ำชาตอบแทน ทำให้ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ... ทว่า มารดาของเธอกลับไม่พอใจที่ทั้งสองพบปะกัน อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนเอเชีย หรือเพราะอายุที่ห่างกันมากถึง 25 ปี หรือเป็นเพราะมองไม่เห็นอนาคตของชายคนนี้ที่พยายามวิ่งร้องหาอิสรภาพเพื่อประเทศเล็กๆ ที่ไม่เคยรู้จัก หรืออาจเป็นเพราะเขาจน... จึงทำให้มารดาของเธอตัดสินใจพาลูกสาวกลับกรุงเวียนนาทันที
“รักแท้ย่อมมีอุปสรรค” ... ทั้งสองคนติดต่อกันเรื่อยมาทางจดหมาย และได้พบกันอีกครั้งเมื่อ “อี ซึง มาน” เดินทางมาเวียนนาเพื่อขอวีซ่าเข้าสหภาพโซเวียต รัสเซีย ... เพราะใจตรงกัน หรือผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาเหมือนกัน ทำให้เข้าใจกันได้ดี ... แต่ข้อสำคัญที่สุดคือ ในเมื่อคนหนึ่งมีชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์ และอีกคนหนึ่งสามารถอยู่ได้เพราะเชื่อมั่น ศรัทธาในอุดมการณ์ของคนคนนั้น จึงทำให้ 1 ปี 3 เดือนแห่งการรอคอยสิ้นสุดลง ทั้งสองคนตัดสินใจแต่งงานกันที่นิวยอร์ก ในขณะที่ “อี ซึง มาน” อายุ 59 ส่วนฟรานเชสกาเพิ่งจะ 34 ปี ... งานแต่งงานจัดขึ้นด้วยเงินของฟรานเชสกาทั้งหมด เพราะ “อี ซึง มาน” ไม่เคยสะสมเงินทอง เขามีเพียงไข่มุกเม็ดเล็กๆ เม็ดเดียวจากเกาะเชจู ดินแดนใต้สุดของบ้านเกิดอันเป็นที่รักยิ่งที่จะมอบให้เจ้าสาวของเขาเท่านั้น... “รักแท้ย่อมชนะอุปสรรค”
...มีบางคนในกลุ่มแกนนำการกู้ชาติของ “อี ซึง มาน” ไม่พึงพอใจกับการแต่งงานกับสาวต่างชาติของเขา และห้ามมิให้นำเธอกลับมาฮาวาย แต่เขาก็พาเธอลงเรือกลับไปด้วย คนส่วนใหญ่ในกลุ่มพากันมาต้อนรับที่ท่าเรือและจัดงานฉลองให้พวกเขา ... นี่คืออุปสรรคด่านแรกของฟรานเชสกา... การแต่งงานข้ามเชื้อชาติไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมเกาหลีในเวลานั้น แต่ในฐานะภรรยาของนักต่อสู้จนๆ คนหนึ่ง ฟรานเชสกาศรัทธาในอุดมการณ์ของสามี จึงได้เปิดใจเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเกาหลี เรียนรู้ว่าสามีจะไม่เข้ามาช่วยงานในครัว เธอจะต้องไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับสามีให้คนอื่นฟัง เรียนทำอาหารเกาหลี ทำกิมจิ และใส่ฮันบก ... เธอทำงานสอนเปียโนให้เด็กๆ และดูแลบ้าน เลี้ยงลูกบุญธรรมของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ช่วยงานสามี สำหรับเธอแล้ว “อี ซึง มาน” เป็นทั้งสามีและเป็นทั้งเพื่อนสนิทที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้...
ฟรานเชสกาได้เป็นภรรยาประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลี หลังจากหลุดพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่น เธอปฏิบัติหน้าที่อย่างดียิ่งและติดตามสามีไปในทุกๆ ที่ ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายในสงครามเหนือใต้ ที่ปะทุขึ้น และเธอก็มีความฝันร่วมกันกับสามีว่า สักวันหนึ่งเกาหลีเหนือใต้ จะต้องรวมกันเป็นประเทศหนึ่งเดียวให้ได้ ...
“อี ซึง มาน” เป็นประธานาธิบดียาวนานถึง 12 ปี และพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เขาสามารถเป็นประธานาธิบดีได้ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 4 มีการจับกุมผู้ที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ และสูญเสียชีวิตผู้คนมากมาย ทำให้เกิดการประท้วงอำนาจของเขาทั่วประเทศ ในที่สุดเมื่อถูกล้อมด้วยฝูงชน และถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการคอร์รัปชัน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เขาและครอบครัวต้องอพยพหนีภัยไปฮาวายอีกครั้ง 5 ปีให้หลัง เขาสิ้นชีวิตจากหัวใจล้มเหลวในวัย 90 ปี ฟรานเชสกากลับไปอยู่บ้านเดิมที่ออสเตรียถึง 5 ปี จึงทำใจได้ หลังจากนั้นจึงได้กลับมาอยู่เกาหลีอย่างถาวร พักอาศัยใน “อีฮวาจาง” บ้านที่สวยงามและเต็มไปด้วยความทรงจำกับสามีผู้เป็นที่รักถึง 22 ปี จนกระทั่งอายุ 92 จึงได้จากไป ในปี 1992 .. เธอมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายแก่ชาวเกาหลีทุกคนด้วยการปรับเปลี่ยน “อีฮวาจาง” ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อคนที่สนใจจะเข้ามาชมดูสถาปัตยกรรม และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของทั้งสองท่าน เช่น ถุงเท้าที่ปะแล้วปะอีก ที่แสดงให้เห็นถึงความมัธยัสถ์สันโดษ ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ได้ฟรี...







