posttoday
จากยาจกสู่จักรพรรดิ(จบ)

จากยาจกสู่จักรพรรดิ(จบ)

25 กันยายน 2554

ในส่วนของขุนนางที่เคยรับใช้อยู่ในราชสำนักหยวน พระองค์ก็ทรงมีนโยบาย

ในส่วนของขุนนางที่เคยรับใช้อยู่ในราชสำนักหยวน พระองค์ก็ทรงมีนโยบาย

ในการดูแลจัดการที่ส่งผลดีต่อราชสำนักหมิง กล่าวคือ ทรงมองว่าแม้ขุนนางชาวมองโกลจะไม่ได้เป็นชาวฮั่น แต่หากมีความประสงค์จะรับใช้ในราชสำนักหมิง ก็เปิดโอกาสให้ช่วยบริหารบ้านเมืองและได้รับการดูแลจากราชสำนักหมิงเท่าเทียมกับขุนนางชาวฮั่น นโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมีใจเปิดกว้างของพระองค์ในเรื่องชนเผ่าที่มักเป็นที่มาของความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม

แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรงรวบอำนาจทางการทหารไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ อำนาจในการเลื่อน ลด ปลด ย้าย แม่ทัพนายกองล้วนต้องผ่านความเห็นชอบจากพระองค์ทั้งสิ้น และยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยกระจายอำนาจออกเป็นกองกำลังฝ่ายกลาง ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายหน้า และฝ่ายหลังแทน กองกำลังเหล่านี้มีสิทธิในการออกคำสั่งทางการทหาร แต่ไม่มีสิทธิในการจัดทัพ ผู้บัญชาการกองทัพทั้ง 5 เหล่านี้มีหน้าที่ในการดูแลและฝึกฝนทหาร แต่ไม่มีสิทธิในการโยกย้ายทหารไปประจำตามกรมกองต่างๆ ทั้งนี้ ยังมีการจัดตั้งกองกำลังทหารเกราะทองให้เป็นกองกำลังพิเศษ มีหน้าที่คอยถวายอารักขาและสอดแนมความเคลื่อนไหวของขุนนางและราษฎร เมื่อเป็นเช่นนี้อำนาจทางการทหารจึงอยู่ในมือของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

 

จากยาจกสู่จักรพรรดิ(จบ)

ตลอดระยะเวลาที่ปกครองประเทศ พระองค์ทรงพยายามลดความขัดแย้งในหมู่ชนต่างเผ่า ดำเนินนโยบายปฏิรูปทางการเมือง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการผลิต ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ข้อดีข้อด้อยของระบบกฎหมายที่ใช้ในยุคราชวงศ์หยวน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองในยุคราชวงศ์หมิง ทรงเล็งเห็นถึงเหตุแห่งการล่มสลายของราชวงศ์หยวนที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้น หลังจากขึ้นครองราชย์จึงทรงให้ความสำคัญกับงานด้านการศึกษา เพื่อให้ความรู้แก่ราษฎรอย่างทั่วถึง โดยจัดตั้งโรงเรียนตามหมู่บ้านต่างๆ

พระจริยวัตรที่น่ายกย่องมีด้วยกันหลายประการ เช่น การตั้งอยู่บนความมัธยัสถ์ ดังเห็นได้จากพระราชวังที่ควรได้รับการก่อสร้างอย่างวิจิตรตระการตาหลังการสถาปนาราชวงศ์ แต่กลับมีรับสั่งให้สร้างอย่างเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก และยังมีรับสั่งให้จิตรกรวาดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเรื่องไว้เตือนพระสติไม่ให้บริหารบ้านเมืองผิดพลาดตามที่เคยปรากฏให้เห็นในอดีต ว่ากันตามราชประเพณีแล้ว ยานพาหนะและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ส่วนพระองค์ล้วนทำด้วยทองคำ ทว่ามีรับสั่งให้ใช้ทองแดงที่มีราคาถูกกว่าแทน แม้จะมีการทัดทานจากฝ่ายดูแลของหลวง แต่ทรงยืนกรานและชี้แจงว่าไม่ได้ทรงเสียดายกับทองคำเพียงเล็กน้อย พระประสงค์หลักอยู่ที่การส่งเสริมให้ทุกคนเกิดจิตสำนึกในเรื่องความมัธยัสถ์ โดยมีพระองค์ในฐานะผู้นำสูงสุดทรงเป็นแบบอย่างให้แก่อาณาประชาราษฎร์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่งตั้งพระโอรสไปเป็นเจ้าผู้ครองรัฐประจำหัวเมืองต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันชนเผ่ามองโกลที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ในอีกด้านหนึ่ง ทรงมองว่าเป็นการป้องกันความร่วมมือระหว่างเหล่าองค์ชายกับขุนนางจงรักภักดีในราชสำนักที่อาจมาช่วงชิงราชบัลลังก์ ทั้งนี้ มีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ด้วยการบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่จำเป็น จักรพรรดิมีสิทธิถอดถอนเจ้าครองรัฐเหล่านี้ได้โดยชอบธรรม แนวพระราชดำริเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดระแวงที่เกรงว่าจะมีคนมาช่วงชิงอำนาจที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง ถือเป็นความทุกข์ใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ของพระองค์ โดยเฉพาะช่วงปลายรัชสมัยที่ทรงดำเนินนโยบายผิดพลาด อันเป็นผลจากการเกรงการถูกช่วงชิงอำนาจ

 

จากยาจกสู่จักรพรรดิ(จบ)

ความผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์ก็คือ ทรงประหารขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่สงสัยว่าเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์มากถึง 5 หมื่นคน โดยเฉพาะช่วงปลายรัชกาลหลังจากที่สถาปนาองค์ชายจูอวิ่นเหวิน พระราชนัดดาขึ้นเป็นรัชทายาทแทนองค์ชายจูเปียว พระบิดาที่สิ้นพระชนม์ไปก่อน แม่ทัพหลายคนต้องถูกประหาร เนื่องจากเกรงจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ไม่เว้นแม้แต่แม่ทัพผู้เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์

จักรพรรดิหมิงไท่จู่จูหยวนจางเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1398 ด้วยพระชนมายุ 71 พรรษา ถือเป็นการปิดฉากมหาบุรุษที่มีชีวิตอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง มีการอัญเชิญพระศพไปบรรจุไว้ที่สุสานเซี่ยวหลิงบนเชิงเขาจื่อจินซาน ชานนครนานกิง รวมระยะเวลาครองราชย์ทั้งสิ้น 31 ปี (ค.ศ.1368-1398)

เส้นทางสู่การพลิกผันตัวเองจากการเป็นเพียงเด็กยากจน อดมื้อกินมื้อ ค่อยๆ ขยับสถานภาพตัวเองขึ้นทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดสามารถผงาดขึ้นเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของราษฎรในใต้หล้า รวมไปถึงอุปสรรคนานัปการที่ผ่านพ้นเข้ามาในชีวิตการต่อสู้ของจูหยวนจาง ย้ำเตือนให้เรารู้ว่ากว่าที่เขาจะได้ขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดจุดนี้ต้องผ่านความลำบากยากเย็นมากขนาดไหน หากแต่ภารกิจหลังการขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดิของเขา กลับเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่าหลายเท่า เพราะการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์จำเป็นต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการปกครองบ้านเมือง แล้วเขาก็สามารถสอบผ่านโจทย์ข้อนี้ไปได้ บ้านเมืองภายใต้การปกครองของเขาอยู่ในความสงบสุข

แต่แล้วการมีอำนาจสูงสุดในมือก็เป็นดาบสองคมที่คอยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเขา และบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองของเขาเช่นกัน ดังที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “อำนาจเปรียบเหมือนของหวาน ยามใดที่เราเสพติด หายนะก็จะมาเยือนเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง” ไม่น่าเชื่อว่าจุดจบของกษัตริย์มากความสามารถผู้นี้ก็เกิดขึ้นจากสิ่งที่ว่านี้

อุทาหรณ์ที่เราเรียนรู้จากไดอะรีชีวิตของกษัตริย์ผู้นี้คือ การหลงใหลในอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เท่ากับขุดหลุมฝังศพตัวเองรอไว้ก่อนแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน