
เศรษฐกิจโลกเข้าสู่แดนอันตราย มะกันจม ยุโรปฟุบ
เป็นสัปดาห์ที่ต้องบอกว่าโลกเจอกระหน่ำกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเป็นระยะๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นสัปดาห์ที่ต้องบอกว่าโลกเจอกระหน่ำกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเชื่องช้าทางเศรษฐกิจในสหรัฐ และความวิกฤตในปัญหาหนี้ของยุโรป ที่ยังแก้ไม่หายขาด
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนในช่วงกลางสัปดาห์ โดยนายโอลิวิเอร์ บลองชาร์ด หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ถึงกับประกาศลั่นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเดินเข้าสู่แดนอันตราย ที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นไปทั่ว และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ตลอดจนประเทศกำลังพัฒนาก็ยังหลีกหนีไม่พ้น
นั่นเป็นเพราะว่าผลกระทบจากปัญหาหนี้สาธารณะทั้งในยุโรปและสหรัฐ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดหลักๆ เหล่านี้
ไอเอ็มเอฟยังประกาศการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าว่าจะอยู่ที่ 4% เท่านั้น ขณะที่ในสหรัฐ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะอยู่ที่ 1.5% และ 1.8% ตามลำดับ
ส่วนกลุ่มประเทศยูโรโซน อัตราการเติบโตจะยิ่งเลวร้ายหนัก โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% เท่านั้น และขยับเป็น 1.1% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม จีนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของโลกอยู่ด้วยอัตราการเติบโต 9.0% ในปี 2012
กระนั้นก็ตาม มีเสียงเตือนจากนักวิเคราะห์ว่า จากปัญหาความปั่นป่วนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเศรษฐกิจโลกนั้น จะยิ่งทำให้กระแสทุนร้อนจะไหลเข้าสู่จีนเพื่อการเก็งกำไรมากขึ้น เนื่องจากอัตราการเติบโตในจีนที่ดีกว่าในโลกตะวันตก ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเหล่านี้สามารถทำกำไรได้ดีกว่า
ภาวะดังกล่าวจะกลายเป็นเหตุผลหลักให้จีนต้องพบความยากลำบากต่อการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ และยิ่งจะกดดันให้รัฐบาลต้องผ่อนคลายการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนมากขึ้นด้วย
ขณะที่วิกฤตหนี้ในกลุ่มยูโรโซน โดยเฉพาะกรีซนั้น ในภายหลังการหารือฉุกเฉินระหว่างกรีซ ไอเอ็มเอฟ และสหภาพยุโรป แม้ว่ากรีซจะเปิดเผยว่า การเจรจาเป็นไปด้วยดี แต่ทว่าในเนื้อหาโดยรวมแล้ว ไอเอ็มเอฟยังไม่พอใจในการปฏิบัติตามคำมั่นของกรีซที่ให้ไว้ที่จะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ และดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปนัก
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปภายในของกรีซต้องล่าช้าลงมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงภายในทางการเมืองของกรีซเอง ที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างล่าช้า กระนั้นก็ตาม ล่าสุดนั้นรัฐบาลกรีซก็ประกาศนโยบายรัดเข็มขัดครั้งล่าสุด ที่จะเลิกจ้างพนักงานประจำชั่วคราว ตลอดจนยืดอายุการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะหมดอายุในเดือนหน้า เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายเพื่อขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง
อีกหนึ่งข่าวใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของอิตาลี 1 อันดับ ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ จากระดับ A+/A-1+ มาอยู่ที่ A/A-1 โดยระบุว่าเป็นเพราะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ งบประมาณ ตลอดจนปัญหาทางการเมืองในอิตาลีที่อาจจะส่งผลต่อการปฏิรูป และการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
การประกาศลดอันดับเครดิตดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อย่างรุนแรง เนื่องจากรัฐสภาอิตาลีเพิ่งจะผ่านร่างกฎหมายตัดลดค่าใช้จ่าย และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไปไม่นาน
อิตาลีถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มยูโรโซน โดยมีขนาดกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กรีซมีขนาดจีดีพีอยู่ที่ราว 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอิตาลีมีหนี้สาธารณะสูงถึง 120% ของจีดีพีทีเดียว นั่นหมายความว่า หากอิตาลีเกิดการผิดชำระหนี้ จะสร้างปัญหาให้กับภาคการเงิน และเสถียรภาพของเงินยูโรครั้งใหญ่ และรุนแรงมากกว่ากรีซ
นอกจากนั้น ตลาดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังเกิดกระแสความหวาดหวั่นในตลาดทุนว่า ยุโรปอาจจะไม่มีเงินพอที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกยูโรโซน ถ้าเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นมาจริงๆ
ทั้งนี้ ในกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) นั้นมีเงินทุนอยู่เพียงราว 4.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยทางด้านนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ถึงกับเรียกร้องให้ยุโรปเพิ่มมูลค่ากองทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ข่าวร้ายก็กำลังก่อตัวขึ้นในภาคธนาคาร ของทั้งสหรัฐและยุโรป โดยเมื่อกลางสัปดาห์นั้น มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่งของสหรัฐ ได้แก่ แบงก์ ออฟ อเมริกา เวลส์ฟาร์โก และซิตี้กรุ๊ป โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจไม่โอบอุ้มธนาคารเหล่านี้หากเกิดภาวะไร้เสถียรภาพ
มูดี้ส์ ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจครั้งนี้ คือ แนวโน้มของรัฐบาลสหรัฐที่จะไม่ให้การช่วยเหลือหากเกิดวิกฤตการเงินที่รุนแรงอีกครั้ง นอกจากนั้น ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐอาจไม่มีเงินทุนและกำไรเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตการเงิน หากไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณว่าจะยอมปล่อยให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ล้ม เนื่องจากมองว่าถ้าหากธนาคารใดๆ ก็ตามต้องล้มลง ธนาคารอื่นๆ อาจไม่ล้มตาม ซึ่งต่างจากวิกฤตการเงินปี 2551-2552 ที่สหรัฐได้อัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐให้สถาบันการเงิน เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะเกิดทฤษฎีโดมิโนที่ถ้าหากไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจะทำให้ภาคธนาคารพากันล้มครืนเป็นทอดๆ
ในครั้งนี้ มูดี้ส์ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ระยะยาวของแบงก์ ออฟ อเมริกา ลง 2 ขั้น จากระดับ A2 เหลือ Baa1 ส่วนธนาคารเวลส์ฟาร์โก ก็ถูกลดอันดับหนี้ระยะยาวเช่นกันแต่เพียง 1 อันดับ คือ จาก A1 เหลือ A2 ด้านธนาคารซิตี้กรุ๊ปนั้นถูกหั่นอันดับหนี้ระยะสั้นจากระดับไพรม์ 1 เหลือไพรม์ 2
ส่วนทางด้าน สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) อีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก ก็ได้ประกาศลดเครดิตหนี้ระยะยาวของธนาคารอิตาลี 7 แห่ง จากระดับ A+ เหลือ A-1
ข่าวส่งท้ายสัปดาห์เศรษฐกิจ หนีไม่พ้นการเปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” ของธนาคารกลางสหรัฐ มูลค่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่เตรียมออกพันธบัตรระยะสั้น และเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อกดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป
แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนต่างผิดหวัง พากันเทขายหุ้นทั่วโลก โดยเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะในสหรัฐนั้นความต้องการกู้เงินนั้นอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเช่นนี้นั้น แทบจะไม่มีความจำเป็น







