posttoday
ฟันธงเศรษฐกิจโลกชะลอหนัก วอชิงตัน-ปักกิ่งต้องจับมือ

ฟันธงเศรษฐกิจโลกชะลอหนัก วอชิงตัน-ปักกิ่งต้องจับมือ

19 สิงหาคม 2554

มอร์แกน สแตนเลย์ปรับลดตัวเลขคาดการณ์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

มอร์แกน สแตนเลย์ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีสหรัฐเยือนจีนหวังสร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์

มอร์แกน สแตนเลย์ บริษัทให้บริการทางการเงินชื่อดัง ประกาศปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากระดับ 4.2% สู่ระดับ 3.9% และในปีหน้าลงสู่ระดับ 3.8% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 4.5% โดยทางบริษัทให้เหตุผลว่า วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปกำลังส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวอย่างหนัก

ชีทาน อายา นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนเลย์ ระบุว่า เศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ที่ไร้ประสิทธิภาพและล่าช้าในยุโรป ประกอบกับความขัดแย้งในเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้ในสหรัฐในช่วงเดือนที่ผ่านมานั้นได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนอย่างมาก

การชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังมีปัจจัยจากนโยบายรัดเข็มขัดของหลายประเทศที่มุ่งลดปัญหาการขาดดุลอย่างหนัก

ฟันธงเศรษฐกิจโลกชะลอหนัก วอชิงตัน-ปักกิ่งต้องจับมือ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐกำลังวิกฤตอย่างหนัก โดยในยุโรปนั้นอิตาลีและสเปนกำลังประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ โดยอิตาลีมีหนี้ต่อจีดีพีสูงถึง 120% ในขณะที่ของสเปนอยู่ที่ 75%

อีกทั้งล่าสุดยังมีการเปิดเผยว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนนั้นเติบโตเพียง 0.2% ในไตรมาส 2 ของปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังชะลอตัวอย่างหนักและอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเศรษฐกิจเยอรมนี เศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของยุโรป ขยายตัวเพียง 0.1% ทางด้านสเปนนั้นเติบโต 0.2% เนเธอร์แลนด์ 0.1% และฝรั่งเศส 0%

ขณะที่สหรัฐเองก็เพิ่งจะถูกบริษัทเอสแอนด์พี บริษัทจัดอันดับชื่อดังลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจากระดับสูงสุด AAA ไปอยู่ที่ระดับ AA+ ซึ่งเป็นการลดอันดับครั้งแรกในรอบ 70 ปี และสะท้อนถึงความไม่น่าเชื่อถือในการชำระหนี้สินของสหรัฐ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน อีกทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศคงดอกเบี้ยในอัตราต่ำเป็นเวลา 2 ปี ก็สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลกยังคงต้องการความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ มอร์แกน สแตนเลย์ ยังได้ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม จี10 ลงสู่ระดับ 1.5% จากระดับ 1.9% ในปีนี้อีกทั้งยังได้ลดตัวเลขการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ลงสู่ระดับ 8.7% จากระดับ 9%

ทางด้านธนาคารดอยช์แบงก์ ธนาคารใหญ่สุดของเยอรมนี ก็ได้ประกาศปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนเช่นเดียวกัน โดยปรับการคาดการณ์ในปีนี้ลงสู่ระดับ 8.9% จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 9.1%

ทั้งนี้ ธนาคารมองว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว เนื่องจากการหันมาใช้นโยบายรัดเข็มขัดของประเทศตะวันตก จะส่งผลให้การส่งออกของจีนนั้นได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยการประกาศปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดวันนี้ร่วงลง โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนร่วง 1.61%

นอกจากนี้ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐก็ได้เดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดย ไบเดน นั้นเดินทางมาจีนตามคำเชิญของรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

หลายฝ่ายคาดว่า การเยือนจีนครั้งนี้ของสหรัฐมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับจีนภายหลังจีนเกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยจีนนั้นเป็นประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุดในโลกถึง 1.17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อีกทั้งเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในปีหน้า โดย ไบเดน ได้กล่าวกับรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดสำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน

นอกจากนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าทางสหรัฐนั้นจะพยายามหารือเรื่องเศรษฐกิจของจีน โดยอาจมีการแนะนำให้จีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ลดการพึ่งพาการส่งออกและหันไปส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

ในส่วนของจีนเองก็พยายามติดตามความคืบหน้ากรณีไต้หวันขอซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายนั้นเกรงว่ากรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนตึงเครียดมากขึ้น แต่ล่าสุดสหรัฐก็ได้ปฏิเสธที่จะขายเครื่องบินรบให้ไต้หวันแล้ว

ทางด้านรองประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กล่าวว่า สหรัฐและจีนมีภาระความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยทางจีนนั้นก็หวังที่จะร่วมมือกับสหรัฐเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ดีขึ้น

หลายฝ่ายได้จับตามองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่สื่อจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐอย่างหนักในช่วงที่สหรัฐมีการเจรจาเพิ่มเพดานหนี้ โดยสื่อจีนได้กล่าวหารัฐบาลสหรัฐว่ากำลังเสพติดหนี้ ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจีนจะไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นนี้ แต่สื่ออย่าง พีเพิล เดลี ก็นับว่าเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลจีนมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ไบเดนก็ยังมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดี หูจิ่นเทา และนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า อีกทั้งมีกำหนดเยือนมองโกเลียและญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้าอีกด้วย

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน