posttoday
ฟันธงอิตาลีหนี้เน่าศก.นิ่งแต่หนี้ท่วม

ฟันธงอิตาลีหนี้เน่าศก.นิ่งแต่หนี้ท่วม

05 สิงหาคม 2554

ศก.ไตรมาสล่าสุดโตไม่ถึง1%คาดหนี้ต่อจีดีพีพุ่งถึง150%

ศก.ไตรมาสล่าสุดโตไม่ถึง1%คาดหนี้ต่อจีดีพีพุ่งถึง150%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอังกฤษเตือนอิตาลีอาจต้องผิดชำระหนี้ ด้านนายกฯ แบร์ลุสโคนี แถลงสภาขอทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้วิกฤต

ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของอังกฤษ (ซีอีบีอาร์) เปิดเผยว่า อิตาลีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มยูโรโซน มีโอกาสสูงที่จะต้องผิดชำระหนี้และเดินตามรอยกรีซ หากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไป

ศูนย์วิจัยระบุว่า จากการจำลองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งดีและร้ายของอิตาลี ผลปรากฏว่าอิตาลีอาจไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลได้ แม้จะพยายามรัดเข็มขัดและรับปากว่าจะแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลภายในปี 2556 ก็ตาม

ทั้งนี้ เป็นเพราะเศรษฐกิจอิตาลีมีอัตราการเติบโตในระดับต่ำมาก โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจโตเพียง 0.1% และคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงต่อเนื่องอีกด้วย

อีกทั้งทางซีอีบีอาร์ยังได้คำนวณหนี้สินของประเทศ โดยพบว่าหนี้สาธารณะของอิตาลีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 128% เมื่อเทียบกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 150% ภายในปี 2560

“แม้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรอิตาลีจะลดลงมาอยู่ที่ 4% แต่ถ้าหากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงต่ำ ก็จะยังทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของอิตาลียังสูงอยู่ที่ 128% ในปี 2561” ดัค แมควิลเลียมส์ ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของอังกฤษ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางซีอีบีอาร์ มองว่า สเปนซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกันนั้น มีโอกาสรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ได้มากกว่าอิตาลี เนื่องจากมีหนี้สินน้อยกว่า โดยคาดว่าระดับหนี้สาธารณะของสเปนจะไม่สูงเกิน 75% ของจีดีพี

ทั้งนี้ ทั่วโลกกำลังหวั่นว่าอิตาลีอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นรายต่อไป เนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรีซ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

วันเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ อีกทั้งยังแสดงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงแข็งแกร่ง และทางสหภาพยุโรป (อียู) ก็ได้อนุมัติร่างนโยบายรัดเข็มขัดแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าคำแถลงของแบร์ลุสโคนีนั้นไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ เนื่องจากขาดรายละเอียดที่ชัดเจนต่อแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลไม่มีแผนบังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัดจนกระทั่งปี 2556

“หลายฝ่ายต้องการให้มีการใช้มาตรการรัดเข็มขัดในปีหน้า เพราะจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่แบร์ลุสโคนีก็ไม่เคยแสดงความประสงค์ที่จะทำเช่นนั้น” ชิอารา คอร์ซา เจ้าหน้าที่ธนาคารยูนิเครดิต กล่าว

ทั้งนี้ แบร์ลุสโคนีได้หารือกับสหภาพแรงงานและสมาคมนายจ้างต่างๆ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. เพื่อจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป  

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน