
วิบากกรรมค่ายรถ VS วิกฤตยูโรโซน เขย่าสถานการณ์โลก
สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ดูจะร้อนแรงและเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษก็คงหนีไม่พ้นสองเรื่องใหญ่ๆ ของ 2 ฟากฝั่งโลก อย่างสถานการณ์ของค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า และการต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซ และค่าเงินยูโร
สถานการณ์โตโยต้า ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเรียกคืนรถยนต์พรีอุส ไฮบริด รุ่นใหม่ ซึ่งพบปัญหาที่ระบบเบรกอีกราว 2.7 แสนคัน หลังจากที่ปัญหาความปลอดภัยจนมีการเรียกคืนรถยนต์ถึง 8 ล้านคันไปแล้ว ก่อนหน้านี้ ตามมาด้วยการร้องเรียนเรื่องของพวงมาลัยของรถรุ่นคัมรี ปี 2553 ในสหรัฐ ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการเรียกคืนอีกราว 7,300 คัน เพื่อนำกลับมาตรวจสอบว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะพบข้อบกพร่องเกี่ยวกับสายพวงมาลัยเพาเวอร์
ล่าสุด เรียกคืนรถกระบะรุ่น ทาโคม่า ขับเคลื่อน 4 ล้อ อีกราว 10,000 คัน เนื่องจากความบกพร่องที่เพลาหมุน
งานนี้สหรัฐสวมบทดุดัน ตามไล่ล่าและบีบค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอยู่ตลอด ถึงขนาดที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ออกแถลงการณ์กดดันให้โตโยต้าและฮอนด้าเร่งมือแสดงความรับผิดชอบ และสะสางปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไว เพื่อเป็นการกอบกู้ภาพลักษณ์และความวิตกกังวลของผู้ใช้รถ
ทั้งนี้ ในช่วงต้นเดือนมี.ค.นี้ อาคิโอะ โทโยดะ ประธานบริษัท โตโยต้า จะบินไปยังสหรัฐเพื่อเข้าพบกับ เรย์ ลาฮูด รัฐมนตรีคมนาคมของสหรัฐ แต่ทว่ายังไม่มีการระบุชัดเจนว่าจะร่วมในการไต่สวนโตโยต้ากรณีประกาศเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ในสหรัฐและทั่วโลกจากปัญหาเรื่องมาตรฐานด้านความปลอดภัยโดยคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรสในวันที่ 24 ก.พ.นี้หรือไม่
นอกจากนี้ โตโยต้ายังเตรียมรับมือในชั้นศาล ซึ่งเจ้าของรถที่ประสบปัญหาต่างฟ้องร้องต่อศาลจากสำนักงานทนายความใน 16 รัฐของสหรัฐ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้รถของโตโยต้า และจะมีการเปิดคดีไต่สวนครั้งแรกในเดือนมี.ค. ที่เมืองซานดิเอโก
ไม่เพียงเท่านั้น คู่แข่งอย่างฮอนด้าก็ต้องระส่ำระสายเช่นกัน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีการประกาศเรียกคืนรถราว 4.37 แสนคันทั่วโลก เนื่องจากพบปัญหาที่ระบบถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับ โดยเป็นรถยนต์รุ่น แอคคอร์ด ซีวิค โอดิสซี ซีอาร์วี ซึ่งผลิตขึ้นระหว่างปี 2001
– 2002 และรุ่น อาคูรา ทีแอล ซีดาน ปี 2002ด้านวิกฤตที่น่าหวาดวิตกคือการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลของสหภาพยุโรป (อียู) และการถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ โดยทุกประเทศต่างจับจ้องไปที่กรีซ ในฐานะเจ้าของปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วกลุ่มยูโรโซน
จนทำให้สัปดาห์นี้ทางที่ประชุมสุดยอดของอียูต้องถกปัญหาเรื่องนี้เป็นการใหญ่ เพื่อร่วมกันช่วยเหลือกอบกู้สถานการณ์ของกรีซ ก่อนที่จะลุกลามบานปลายเป็นไฟท่วมทุ่งอียู และร้อนแรงจนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเงินของโลกกลับมาอีกครั้ง
เบื้องต้นคาดว่าพี่ใหญ่ในอียูอย่างรัฐบาลเยอรมนีจะมีบทบาทหลักในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะสื่อหลายแห่งระบุว่า วูล์ฟกัง สคอเบิล รัฐมนตรีการคลังของเยอรมนีเข้าร่วมปรึกษาหารือกับฌอง โคลด ตริเชต์ ประธานธนาคารกลางของยุโรปในเรื่องนี้เพียง 23 วัน ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม
ทั้งนี้ ล่าสุดไม่เพียงแต่อียูเท่านั้นที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือกรีซ แต่จะมีทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะมาช่วยกอบกู้วิกฤตการเงินในครั้งนี้ ซึ่งทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากความหวั่นวิตกในสถานการณ์ดังกล่าวกลับฟื้นดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อได้รับข่าวดี
เบื้องต้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางอียูสรุปได้ว่าจะเริ่มต้นตรวจสอบมาตรการลดภาวะงบประมาณขาดดุลของกรีซเป็นรายเดือน และในระดับต่อมาอาจส่งเงินช่วยเหลือให้กับรัฐบาลกรีซ
แต่ทว่า นอกจากกรีซแล้วประเทศอื่นๆ อย่างสเปนและโปรตุเกส ก็อยู่ในอาการน่าเป็นห่วงเช่นกัน และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปสำหรับสถานการณ์การเงินของอียู







