posttoday
นัดชิงฯ Super Bowl ธุรกิจสะพัด โฆษณา 30 วิ ทุบสถิติ 360 ล้านบาท

นัดชิงฯ Super Bowl ธุรกิจสะพัด โฆษณา 30 วิ ทุบสถิติ 360 ล้านบาท

08 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดเม็ดเงิน Super Bowl 60 ค่าโฆษณาทุบสถิติ 350 ล้าน/30 วินาที แลกสายตาคน 130 ล้าน แบรนด์ดังทุ่มไม่อั้น สร้าง ROI มหาศาล ในสมรภูมิธุรกิจหมื่นล้าน

KEY

POINTS

  • ค่าโฆษณา Super Bowl 60 ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 360 ล้านบาท สำหรับการออกอากาศเพียง 30 วินาที
  • สาเหตุที่ค่าโฆษณาสูงลิ่วเนื่องจากเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยคาดว่าในปี 2026 จะมีผู้ชมสูงถึง 130 ล้านคน ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมหาศาลได้ในครั้งเดียว
  • การลงทุนโฆษณาดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่สูง ดังตัวอย่างของ Budweiser ที่มี ROI ถึง 172%

การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศอเมริกันฟุตบอล ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 60 (Super Bowl 60) ระหว่างทีม Seattle Seahawks และ New England Patriots กำลังจะระเบิดความมันขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับในประเทศไทยแฟนกีฬาชาวไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ผ่านทาง AIS Play ซึ่งเกมนี้นอกจากจะเป็นการชิงความเป็นหนึ่งบนผืนหญ้าแล้ว ยังเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดที่สุดแห่งปีอีกด้วย
 

นัดชิงฯ Super Bowl ธุรกิจสะพัด โฆษณา 30 วิ ทุบสถิติ 360 ล้านบาท

มูลค่าโฆษณาที่พุ่งทะยานทุบสถิติทุกปี สิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้เกมการแข่งขันคือ "มูลค่า" ของโฆษณาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2026 นี้ ค่าโฆษณาความยาว 30 วินาทีต่อหนึ่งจุด (Spot) ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยราคาเฉลี่ยสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 350-360 ล้านบาท) 

ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 43% เมื่อเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อนที่ราคาอยู่ที่ 7 ล้านดอลลาร์

หากย้อนดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่ามูลค่าเหล่านี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลในทุกๆ ปี

• ค.ศ. 1967 (Super Bowl I): เริ่มต้นเพียง 37,500 ดอลลาร์
• ค.ศ. 2024 (Super Bowl LVIII): ราคาอยู่ที่ 7 ล้านดอลลาร์
• ค.ศ. 2025 (Super Bowl LIX): ราคาขยับขึ้นเป็น 8 ล้านดอลลาร์
• ค.ศ. 2026 (Super Bowl 60): พุ่งสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ต่อ 30 วินาที

แม้ว่าแบรนด์รถยนต์บางรายจะเริ่มลดงบประมาณส่วนนี้ลงเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Budweiser, Toyota และ Volkswagen รวมถึงแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคใหม่ๆ ก็ยังคงพร้อมทุ่มเงินเพื่อชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภค
นัดชิงฯ Super Bowl ธุรกิจสะพัด โฆษณา 30 วิ ทุบสถิติ 360 ล้านบาท

ประสิทธิภาพของโฆษณาต่อสายตาคนนับร้อยล้าน การยอมทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เพราะซูเปอร์โบวล์ถือเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยในปี 2026 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ชมสูงถึง 130 ล้านคน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่าดังนี้

1. การเข้าถึงมวลชน (Massive Reach): เป็นโอกาสเดียวในรอบปีที่แบรนด์จะสื่อสารกับคนจำนวนมหาศาลได้พร้อมกัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ด้านการสร้างการรับรู้ (Awareness) ที่ยอดเยี่ยม

2. ความผูกพันกับแบรนด์ (High Engagement): ผู้ชมซูเปอร์โบวล์ไม่ได้ดูแค่เกม แต่ตั้งใจดูโฆษณาและนำไปพูดถึงต่อในสังคมและโลกออนไลน์ มีงานวิจัยระบุว่าโฆษณาซูเปอร์โบวล์ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างแบรนด์กับช่วงเวลาแห่งความสุขในกีฬา

3. การขยายผลสู่โลกดิจิทัล: ปัจจุบันโฆษณาไม่ได้จบแค่ในหน้าจอทีวี แต่แบรนด์จะใช้โซเชียลมีเดียในการปล่อยทีเซอร์และสร้างกระแสต่อเนื่อง ทำให้เม็ดเงินที่จ่ายไปกลายเป็นการลงทุนระยะยาว

4. ผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้: ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า แบรนด์อย่าง Budweiser สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 96 ล้านดอลลาร์จากการโฆษณาในซูเปอร์โบวล์ คิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 172%

อย่างไรก็ตาม นี่คือการชิงพื้นที่ที่แลกมาด้วยความเสี่ยง หากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งตัดสินใจถอนตัว ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในใจผู้บริโภคได้ทันที สมรภูมินี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งว่าโฆษณาใครสวยกว่ากัน แต่เป็นการแข่งว่าใครจะมี "พื้นที่" อยู่ในสายตาชาวโลกในค่ำคืนที่สำคัญที่สุดของปี

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน