เที่ยวแบบไม่ติดหนี้ 3 หลักคิดการเงิน เปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นทริปในฝัน
เมื่อการท่องเที่ยวคือรางวัลชีวิต แต่ค่าครองชีพสูงกว่าเงินเดือน บทความนี้ชวนออกแบบทริปอย่างมีวินัย ใช้เงินฉลาด และเที่ยวได้จริงโดยไม่สร้างภาระหนี้ระยะยาว
KEY
POINTS
- ตั้งเป้าหมายการออมให้ชัดเจนและแยกบัญชีเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ พร้อมตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติเพื่อสร้างวินัยและทำให้เป้าหมายเป็นจริง
- เปลี่ยนรายจ่ายประจำให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยใช้บัตรเครดิตสะสมแต้มเพื่อแลกเป็นส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินหรือที่พัก ช่วยลดต้นทุนของทริป
- วางแผนทริปให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มี โดยเลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมและเดินทางในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ทุกวันนี้การท่องเที่ยวกลายเป็น “รางวัลชีวิต” แต่ค่าครองชีพและราคาทริปขยับขึ้นเร็วกว่ารายได้ของคนไทยมาก การจะออกไปเที่ยวทั้งทีให้เป็น “ทริปในฝัน” โดยไม่ติดหนี้ จึงต้องมี หลักคิดทางการเงินที่ชัดและใช้ได้จริง มากกว่าแค่ความอยากไปเที่ยวไกล ๆ นั่นเอง นอกจากนี้ยังมี ตัวเลขสถิติสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย ให้เห็นภาพว่าการวางแผนการเงินสำหรับทริปนั้นสำคัญเพียงใด
สถิติจากสมาคมและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวระบุว่า ในปี 2024–2025 จำนวนคนไทยเดินทางไปต่างประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ ราว 10–12 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าก่อนโควิดที่เคยมีราว 12–13 ล้านคนต่อปี มาก่อนการระบาดของโควิด-19
โดยในปี 2025 คาดกันว่าคนไทยที่ออกเดินทางไปต่างประเทศจะใช้เงินเฉลี่ยราว 40,000 บาทต่อทริป ซึ่งแปลว่าเมื่อวางแผนการเงินให้ดี ทริปในฝันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม
การจะออกแบบทริปในฝันให้เกิดขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระหนี้ระยะยาว สามารถอาศัยหลักคิดทางการเงินง่าย ๆ แต่มีพลัง ดังนี้:
ก่อนอื่นคือเรื่องของการวางแผนการเงินพื้นฐาน อย่าเก็บเงินจากยอดที่เหลือหลังจ่าย เพราะมักจะไม่พอ แต่อยู่ที่การตั้งเป้าหมายการออมที่ชัดเจนและลงมือทำจริง เช่น ตั้งงบท่องเที่ยว 50,000 บาทภายใน 12 เดือน จากนั้นทำการ แยกบัญชีออมอัตโนมัติทุกเดือนทันทีเมื่อเงินเดือนเข้าบัญชี ทำให้เงินที่ตั้งใจ “เพื่อเที่ยว” ไม่ถูกใช้ไปกับสิ่งอื่นก่อน จะช่วยให้เป้าหมายทริปอยู่ในมือจริง ๆ แทนที่จะเป็นแค่ความฝันที่เลื่อนไปเรื่อย ๆ
หลักคิดที่สองคือ เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้ “มีมูลค่าเพิ่ม” แทนที่จะปล่อยให้รายจ่ายประจำกินเงินไปเปล่า ๆ การรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อสะสมแต้ม หรือใช้แต้มสะสมเช่น “KTC FOREVER” แลกรับส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก หรือบริการท่องเที่ยว จะช่วยเปลี่ยนยอดจ่ายเป็นเครดิตที่ทำให้ทริปลดต้นทุนลงได้โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้เงินสด
สุดท้ายคือเรื่องของ การออกแบบทริปให้สอดคล้องกับกำลังเงิน แทนที่จะพุ่งไปที่จุดหมายปลายทาง “ไฮเอนด์” ที่อาจทำให้ต้องกู้ยืม เลือกปลายทางที่เหมาะกับงบประมาณจริง แบ่งงบอย่างสมดุล และเลี่ยงการเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด เพราะช่วงนอกฤดูกาลราคาที่พักและตั๋วมักถูกลดลง ช่วยลดต้นทุนทริปได้ 30–50% ซึ่งหมายความว่าทริปเดียวกันด้วยงบเท่าเดิม อาจได้ประสบการณ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ถ้าเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม
แก่นสำคัญไม่ใช่ยอดเงินที่มีในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่คือ วินัยในการออม การมองรายจ่ายเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ภาระ และการวางแผนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และทั้งหทดนี้คือสูตรที่ช่วยให้การเดินทางเป็น “ความสุข” มากกว่าการเป็น “ภาระหนี้” ในอนาค


