
“ปิ่นสักก์” เดิมพัน 180 วัน! เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ สยบวิกฤตปลาหมอคางดำ
ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมประมงคนใหม่ประกาศยุทธศาสตร์ 1-2-7 คุมเข้ม 4 โซนเสี่ยง ผนึกนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม พลิกวิกฤตปลาหมอคางดำภายใน 180 วัน
วิกฤตปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยมานานกว่าทศวรรษ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อกรมประมงภายใต้การนำของ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมประมงคนใหม่ เตรียมยกระดับมาตรการจัดการปัญหาครั้งใหญ่ ด้วยเป้าหมายควบคุมการแพร่ระบาด ลดจำนวนประชากรปลา และฟื้นฟูระบบนิเวศภายในกรอบเวลา 180 วัน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงกำจัดปลาต่างถิ่นที่สร้างความเสียหายให้เกษตรกร แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากปลาที่จับได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการ และการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ทิศทางเปลี่ยนเกมการควบคุมปลาหมอคางดำ
1. เปลี่ยนปลาทำลายระบบนิเวศเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่า
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการกำจัดปลาหมอคางดำ คือคำถามที่ว่า เมื่อจับปลาได้แล้วจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หากไม่มีตลาดรองรับ การรับซื้อและกำจัดปลาก็อาจต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
แนวทางที่เริ่มเห็นผลคือการเปลี่ยนปลาหมอคางดำจากปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และสำนักงานพัฒนาชุมชน ในการแปรรูปเป็นน้ำปลาหับเผย ขณะที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ จังหวัดเพชรบุรี พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย
ทั้งปลาร้า ปลาส้มทอด ปลาแดดเดียว ข้าวเกรียบ และน้ำพริกแจ่วบ่องตราใบโพธิ์ ซึ่งได้รับเครื่องหมาย Q รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร
ในภาคเกษตรกรรม ปลาหมอคางดำยังถูกนำไปใช้เป็นอาหารปู โดยกลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวในลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ปริมาณวันละ 600-900 กิโลกรัม ขณะที่โรงงานปลาป่นนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์
ที่น่าสนใจคือการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพัฒนา SARO Calcium Plus ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมชีวภาพจากก้างปลาหมอคางดำในรูปไฮดรอกซีอะพาไทต์ และได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากเวทีนวัตกรรมระดับโลก iENA 2024 ประเทศเยอรมนี
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า การกำจัดปลาหมอคางดำสามารถเดินควบคู่กับการสร้างรายได้และนวัตกรรมได้ หากภาครัฐช่วยเชื่อมโยงตลาดและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ยุทธศาสตร์ 180 วัน เปลี่ยนจากตั้งรับสู่ควบคุมเชิงรุก
หลัง ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมประมงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 กรมประมงได้วางแนวทางเร่งด่วนเพื่อยกระดับการจัดการปัญหา โดยใช้ยุทธศาสตร์ 1 หลักการ 2 แนวทาง 7 วิธีการ เป็นกรอบปฏิบัติงานในระยะ 180 วัน
หัวใจสำคัญคือการกำจัดและลดจำนวนปลาหมอคางดำ ควบคู่กับการจำกัดการแพร่กระจาย โดยแบ่งการทำงานเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การควบคุมในพื้นที่ที่พบการระบาดแล้ว และการป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่ใหม่
ขณะเดียวกัน ยังนำหลักการบริหารความเสี่ยงทางชีวภาพมาใช้จำแนกพื้นที่เป็น 4 โซนสี เพื่อกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์
- โซนสีเขียว: พื้นที่ยังไม่พบการระบาด เน้นเฝ้าระวังและใช้เทคโนโลยี eDNA ตรวจหาสารพันธุกรรมของปลาในแหล่งน้ำ
- โซนสีเหลือง: พื้นที่เริ่มพบการระบาด เร่งควบคุมและจำกัดขอบเขตการแพร่กระจาย
- โซนสีแดง: พื้นที่ระบาดหนาแน่น ระดมกำลังเข้ากำจัดและลดจำนวนปลาอย่างต่อเนื่อง
- โซนสีฟ้า: พื้นที่เชื่อมโยงทางทะเล เฝ้าติดตามความเสี่ยงและประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งทีมเคลื่อนที่เร็วใน 21 จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง "เจอเร็ว แจ้งเร็ว เข้าถึงเร็ว กำจัดเร็ว" พร้อมวางมาตรการสกัดกั้นตามจุดเชื่อมต่อระหว่างคลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบชลประทาน
จุดเด่นของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว มาเป็นการบริหารจัดการตามระดับความเสี่ยง โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยกำหนดเป้าหมายให้แม่นยำขึ้น
บทเรียนจากงบประมาณ สู่การแก้ปัญหาที่ต้องต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเดินหน้าสงครามกับปลาหมอคางดำ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขหลายด้าน ทั้งการนำปลาไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ การใช้กลไกสหกรณ์ช่วยกระจายผลผลิต
แต่ธรรมชาติของปลาหมอคางดำที่ปรับตัวได้ดี ขยายพันธุ์รวดเร็ว และสามารถดำรงชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทำให้การควบคุมประชากรจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่สะท้อนว่า เมื่อมาตรการรับซื้อปลาหยุดชะงักจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จำนวนปลาอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าบางพื้นที่พบประชากรปลาเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าภายในหนึ่งปี จากเดิมจับได้ 3-4 ตัน เพิ่มเป็นประมาณ 10 ตัน
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดการปลาหมอคางดำไม่สามารถดำเนินการตามรอบงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีแผนระยะยาวที่ชัดเจน ทั้งงบประมาณรับซื้อ การสนับสนุนเครื่องมือกำจัด การสร้างตลาดรองรับ และการติดตามผลในพื้นที่
โจทย์สำคัญของอธิบดีกรมประมงคนใหม่จึงอยู่ที่การทำให้มาตรการต่าง ๆ เชื่อมโยงกันเป็นระบบ และรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน เพื่อไม่ให้ปัญหากลับมารุนแรงขึ้นหลังสิ้นสุดโครงการ
180 วัน จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูระบบนิเวศไทย
วิกฤตปลาหมอคางดำเป็นปัญหาที่สะสมมานานและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมประชากรปลา การป้องกันการแพร่กระจาย การสร้างตลาดและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งน้ำและดูแลผู้ประกอบอาชีพประมง
ยุทธศาสตร์ 180 วันของกรมประมงจึงเป็นโอกาสในการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การควบคุมอย่างมีเป้าหมายและวัดผลได้
เป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงการลดจำนวนปลาหมอคางดำ แต่คือการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ ฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทยในระยะยาว







