
529 ผู้ต้องกัก หายจาก 'ตม.สวนพลู' จีนเทา 147 คนไร้ร่องรอย
'สส.โตโต้' แฉ ผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายตัวจาก ตม.สวนพลู ช่วงปี 2561 ถึงต้นปี 2569 รวม 529 คน เป็นชาวจีน 325 คน ไร้ร่องรอย 147 คน
ช่วงปี 2561 - ต้นปี 2569 ผู้ต้องกัก 529 ราย หายไร้ร่องรอย ?
นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ “สส.โตโต้” เปิดเผยข้อมูลการปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวต่างชาติหลายร้อยคน ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลูกรุงเทพมหานคร เพื่อรอส่งกลับประเทศ แต่ปรากฏว่ามีผู้ต้องกักจำนวนมากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
นายปิยรัฐ เปิดเผยว่า ในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หรือ กมธ.กฎหมายฯ ได้ติดตามตรวจสอบกรณีดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปี
จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2561 ถึงต้นปี 2569 มีผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ถูกดำเนินคดีและถูกกักตัวอยู่ที่ ตม.สวนพลู หายตัวไปทั้งหมด 529 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวจีน 325 คน
ขณะที่เฉพาะกลุ่มผู้ต้องกักชาวจีน ซึ่งไม่มีการส่งตัวกลับเข้ามายัง ตม.สวนพลู พบว่ามีผู้หายตัวไปแล้ว 147 คน ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ายังคงอยู่ในสถานที่ควบคุมตัวหรือหลบหนีไปแล้ว
นายปิยรัฐ ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผู้ต้องกักชาวต่างชาติจำนวนมากหายตัวไปจากสถานที่ควบคุมตัว ทั้งที่อยู่ระหว่างกระบวนการรอส่งกลับประเทศ
สตม.เพิ่มความเข้มงวด ก่อนปล่อยตัวผู้ต้องกัก
นายปิยรัฐกล่าวว่า ภายหลังเกิดกรณีดังกล่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้เพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้ต้องผ่านการใช้ดุลยพินิจจากผู้บังคับการและผู้กำกับการในการอนุญาตปล่อยตัว
แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขปัญหาหลังจากเกิดเหตุผู้ต้องกักหลบหนีไปแล้ว แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามต่อไป คือการดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่หายไปจาก ตม.สวนพลู ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป
กมธ.กฎหมายฯ เชิญตำรวจแจง 2 ครั้ง ยังไม่ได้ข้อมูลสำคัญ
นายปิยรัฐเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กมธ.กฎหมายฯ ได้ทำหนังสือเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชี้แจงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกับตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว
โดยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเชิญมาให้ข้อมูลต่อ กมธ.กฎหมายฯ ในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวแทนมาแจ้งว่า อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนถ่ายและโยกย้ายตำแหน่งผู้บังคับบัญชา จึงยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าชี้แจง
จากนั้นจึงมีการเลื่อนนัดให้เข้าชี้แจงในวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่กลับมอบหมายให้พันตำรวจโทนายหนึ่งเข้ามาชี้แจงแทน ทำให้ กมธ.กฎหมายฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร
ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชี้แจงเป็นครั้งที่ 3 เมื่อใด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความคืบหน้าของการตรวจสอบอย่างครบถ้วน
เตรียมใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก หากตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ
นายปิยรัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หากมีการทำหนังสือเชิญแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เข้ามาให้ข้อมูล ในอนาคตอาจต้องพิจารณาใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อบังคับให้เข้ามาให้ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม กมธ.กฎหมายฯ ไม่ต้องการใช้อำนาจดังกล่าว เพราะมองว่าอาจเป็นการบีบบังคับมากเกินไป แต่หากมีความจำเป็นก็ต้องดำเนินการ
ที่ผ่านมาข้าราชการพลเรือนมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับ กมธ. ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน โดยบางส่วนมองว่าเป็นการถูกหาเรื่องหรือกลั่นแกล้ง
แต่ในความเป็นจริง กมธ.กฎหมายฯ ต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้ามาชี้แจงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และนำไปสู่การดำเนินการกับผู้กระทำความผิด เพราะหากปล่อยให้ขบวนการดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ย่อมส่งผลเสียต่อประเทศชาติ







