posttoday
หุ้นไทย พ.ย. ผวาความเสี่ยงโลก! โบรกแนะชะลอเกมเก็งกำไร ชู 5 หุ้นเด่นรับต้นทุนขาลง-รายได้แกร่ง

หุ้นไทย พ.ย. ผวาความเสี่ยงโลก! โบรกแนะชะลอเกมเก็งกำไร ชู 5 หุ้นเด่นรับต้นทุนขาลง-รายได้แกร่ง

02 พฤศจิกายน 2569

ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความกังวลสงครามและกระแสเงินสดบริษัทเทคโนโลยี ขณะที่หุ้นไทยถูกจับตาหลังหลายบริษัทใหญ่โชว์กำไรต่ำคาด ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนะ Selective Buy ชู BGRIM-THAI รับต้นทุนพลังงานลด SAWAD รับต้นทุนเงินทุนขาลง พร้อม BH - CPN เสริมพอร์ต Defensive ฟาก บล.บัวหลวง เตือนนักลงทุนตั้งรับ หยุดเก็งกำไรหุ้นใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอความเสี่ยงคลี่คลายก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดันความกังวลสงคราม-กระแสเงินสดบริษัทเทค หุ้นไทยถูกจับตาหลังหลายบริษัทใหญ่โชว์กำไรต่ำคาด
  • บล.เอเซีย พลัส ชู BGRIM-THAI รับต้นทุนพลังงานลด SAWAD รับต้นทุนเงินทุนขาลง BH-CPN เสริมพอร์ต Defensive
  • ฟาก บล.บัวหลวง เตือนนักลงทุนตั้งรับ หยุดเก็งกำไรหุ้นใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอความเสี่ยงคลี่คลายก่อนตัดสินใจอีกครั้ง

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นโลกยังเผชิญความผันผวน หลังนักลงทุนให้น้ำหนักกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสเงินสดอิสระ หรือ FREE CASH FLOW

 

ซึ่งสะท้อนเงินสดจากการดำเนินงานที่เหลือหลังหักเงินลงทุน 9 เดือนแรกในบริษัทใหญ่เริ่มพลิกมาติดลบ การเร่งลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูลทำให้รายจ่ายลงทุน หรือ CAPEX ของบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสดจากธุรกิจส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงระยะเวลาคืนทุนและความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติม

 

ในเชิงกลยุทธ์ ความกังวลต่อกระแสเงินสดเพิ่มเหตุผลในการกระจายพอร์ตเข้าสู่ตราสารหนี้สะท้อนจาก BOND YIELD 10 ปี สหรัฐย่อตัวลงมาต่ำกว่า 5% อีกครั้ง เพื่อสร้างรายรับและลดการกระจุกตัวในหุ้นที่อ่อนไหวต่อความคาดหวังการเติบโต

 

ด้านราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง หลังมีข่าวการหารือผ่านตัวกลางเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยราคาน้ำมันปรับลดลงในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชียวันที่ 2 พฤศจิกายน หากสถานการณ์คลี่คลายต่อเนื่องจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านต้นทุนของธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง และอาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป

 

ตลาดหุ้นไทย เดือน พ.ย. ความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศซ้อนทับกับความระมัดระวังในช่วงประกาศผลประกอบการ หลังบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม REAL SECTOR อาทิ DELTA, SCC และ PTTEP รายงานกำไรต่ำกว่าคาด โดย DELTA ยังมีรายได้เติบโต แต่การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าที่คาด

 

ขณะที่ SCC ถูกกดดันจากธุรกิจเคมีภัณฑ์และผลขาดทุนของโครงการ LSP ส่วน PTTEP มีรายการด้อยค่าสินทรัพย์และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันกระทบกำไรสุทธิ แม้กำไรจากการดำเนินงานปกติยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ภาพดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดจะทบทวนประมาณการกำไรเป็นรายบริษัท

 

กลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ย. เลือกหุ้นได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลง ควบคู่ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอภายใต้ภาวะที่ตลาดยังขาดความชัดเจน กลยุทธ์เดือนพฤศจิกายนให้น้ำหนักกับการ เลือกลงทุนรายตัว หรือ SELECTIVE BUY

 

โดยมองหาบริษัทที่มีปัจจัยสนับสนุนกำไรจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนเงินทุนที่มีโอกาสผ่อนคลาย ควบคู่กับธุรกิจที่มีฐานรายได้ต่อเนื่อง แบ่งเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่ 

 

1. กลุ่ม ANTI-COMMODITY

 

"บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM" มีโอกาสได้รับประโยชน์หากต้นทุนก๊าซธรรมชาติทยอยลดลง โดยเฉพาะส่วนธุรกิจขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งต้องพิจารณาส่วนต่างระหว่างราคาขายไฟฟ้ากับต้นทุนเชื้อเพลิง

 

อย่างไรก็ตามการลดลงของราคาน้ำมันดิบอาจส่งผ่านมายังต้นทุนก๊าซด้วยระยะเวลาที่ต่างกัน และผลบวกต่อกำไรยังขึ้นอยู่กับการปรับค่าไฟฟ้าและค่า FT ด้วย ประเด็นที่ควรติดตามจึงเป็นการลดลงของต้นทุนก๊าซเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายไฟฟ้า รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม หากส่วนต่างดังกล่าวดีขึ้น จะเป็นแรงสนับสนุนต่ออัตรากำไรของบริษัท

 

"บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI" เป็นอีกบริษัทที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานผ่อนคลาย หลังราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หากราคาน้ำมันเครื่องบินปรับลดลงต่อเนื่อง

 

ขณะที่จำนวนผู้โดยสารและรายได้ค่าโดยสารยังทรงตัวได้จะช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของส่วนต่างกำไร อย่างไรก็ดีผลประโยชน์สุทธิต้องพิจารณาร่วมกับการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน การแข่งขันด้านราคา และผลของสัญญาป้องกันความเสี่ยง จึงควรติดตามทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงและรายได้ต่อผู้โดยสารควบคู่กัน

 

2. กลุ่ม ANTI-YIELD

 

"บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD" อยู่ในธีมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์หากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้และต้นทุนการระดมทุนในประเทศผ่อนคลาย

 

โดยการออกหุ้นกู้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิมด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำลงสามารถช่วยลดภาระต้นทุนเงินทุน และสนับสนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยในระยะถัดไป ผลบวกจะทยอยเกิดตามรอบการครบกำหนดและการปรับต้นทุนหนี้

 

ขณะที่ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของกำไรยังขึ้นอยู่กับคุณภาพลูกหนี้ การควบคุมหนี้เสีย และค่าใช้จ่ายสำรอง หากบริษัทสามารถรักษาผลตอบแทนสินเชื่อพร้อมกับควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิตได้ การลดลงของต้นทุนเงินทุนจะส่งผ่านไปยังกำไรได้ชัดเจนขึ้น

 

3. DEFENSIVE


"บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH" มีจุดแข็งจากบริการทางการแพทย์เฉพาะทางและการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ช่วยให้ธุรกิจมีความทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง จึงเป็นตัวเลือกสำหรับเพิ่มน้ำหนักธุรกิจที่มีความต้องการใช้บริการต่อเนื่อง

 

ผู้ป่วยต่างชาติเป็นฐานรายได้สำคัญของบริษัท ทำให้ยังต้องติดตามความสะดวกในการเดินทาง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังซื้อของผู้ป่วยต่างประเทศ การประเมินความแข็งแกร่งของกำไรจึงควรดูทั้งจำนวนผู้ป่วย รายได้ต่อการรักษา และการควบคุมต้นทุนบริการ

 

"บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN" มีรายได้จากธุรกิจให้เช่าเป็นฐานสำคัญ โดยรายได้ส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 88% ของรายได้รวมในไตรมาส 2 จึงมีลักษณะ DEFENSIVE ในด้านความต่อเนื่องของรายได้ พร้อมโอกาสเติบโตจากการบริหารพื้นที่เช่า การปรับปรุงศูนย์การค้า และการเพิ่มอัตราเช่าในโครงการใหม่

 

ความแข็งแกร่งของธุรกิจยังเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ใช้บริการ ยอดขายผู้เช่า และภาวะกำลังซื้อ การติดตามอัตราการเช่าพื้นที่และการเติบโตของรายได้ค่าเช่าในศูนย์เดิมจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความยั่งยืนของกำไร

 

การเข้าลงทุนควรใช้จังหวะความผันผวนทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นเปิดส่วนต่างจากมูลค่าที่ประเมินอย่างเหมาะสม พร้อมติดตามว่าปัจจัยสนับสนุนเริ่มปรากฏในผลประกอบการจริงหรือไม่

 

โดยหุ้นกลุ่ม ANTICOMMODITY ต้องเห็นต้นทุนพลังงานลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ กลุ่ม ANTI-YIELD ต้องเห็นต้นทุนระดมทุนผ่อนคลายควบคู่กับคุณภาพสินเชื่อที่ควบคุมได้

 

ส่วนกลุ่ม DEFENSIVE ต้องรักษาฐานรายได้และกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง เงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยกำหนดจังหวะเพิ่มหรือลดน้ำหนักลงทุนตลอดเดือนพฤศจิกายน

 

อยู่ให้เป็นเย็นให้พอ รอเอาคืน

 

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า ความกลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆที่คาดไม่ถึง กลายเป็นจุดเปลี่ยนตลาดหุ้นไทย รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลกให้ปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดยชนวนเหตุต่อความกังวลภัยสงครามน่าจะถูกยกมาเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว

 

เมื่อหลายประเทศต่างประกาศให้ประชาชนตุนเสบียงอาหาร-เงินสด เพื่อพร้อมรับมือเหตุการณ์เหนือความคาดหมายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐฯในแต่ละประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะฟันธงได้ล่วงหน้า แต่ได้สร้างความกังวล และผลเสียต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆ ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

หากจะมองหาต้นสายปลายเหตุ คงเป็นเรื่องความกังวลสงคราม สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หลังวันที่ 3 พ.ย.นี้ ตามคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ให้สัมภาษณ์ประเด็นสงครามอิหร่าน ว่าจะมีการเร่งปิดเกม

 

ซึ่งเราอาจต้องรอให้ผ่านช่วงความกังวลตรงนี้ไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาปรับหุ้นในพอร์ตอีกครั้งว่าจะ ถือหุ้นต่อ หรือ พอแค่นี้แล้วถือเงินสดเพิ่ม

 

ในส่วนของงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทยที่จะทยอยประกาศงบไตรมาส 3/2569 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่พลิกจากบวกกลายเป็นความไม่แน่นอน เมื่อเห็นการเตือนกำไรต่ำคาดจากนักวิเคราะห์ เช่น CPF, GFPT, AMATA

 

และงบในเครือ SCC และ DELTA ที่ต่ำกว่าคาด กลายเป็นตัวชี้วัดงบในกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่จะออกงบถัดจากนี้และนักลงทุนเกิดความลังเลไม่กล้าที่จะซื้อดักงบ เพราะกลัวผิดหวัง

 

กลยุทธ์หลักตอนนี้คือ การหยุดเก็งกำไรหุ้นตัวใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอให้การปั่นกระแสเชิงลบหยุดและผ่านพ้นไปก่อน.
 

ข่าวล่าสุด

'พันธุ์ไทย x ขายหัวเราะ' ดึง 'น้องชงชง' แท็กทีมความฮา ฉลอง 14 ปีใหญ่เท่าช้าง

'พันธุ์ไทย x ขายหัวเราะ' ดึง 'น้องชงชง' แท็กทีมความฮา ฉลอง 14 ปีใหญ่เท่าช้าง