posttoday
ชี้ ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเหตุ “ไตรรัตน์” ฟังคำสั่ง “หมอสรณ” คนเดียว

ชี้ ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเหตุ “ไตรรัตน์” ฟังคำสั่ง “หมอสรณ” คนเดียว

31 ตุลาคม 2569

เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เปิด 10 เหตุผล ทำไม “ไตรรัตน์” ยังอ้าง “หมอสรณ” เป็นประธานกสทช.ทั้งที่ขาดคุณสมบัติไปแล้ว พบผลประโยชน์ทับซ้อน สะเทือนตำแหน่งตนเอง

นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวถึงข้อเสนอเพื่อปฎิรูปคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในหัวข้อ "อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน" ว่า 

 

หลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมรักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) ยังอ้างตำแหน่งประธาน กสทช. (นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) จัดประชุมซ้อน ทั้งที่ศาลชี้ขาดคุณสมบัติไปแล้ว และยังพยายามใช้อำนาจในนามรักษาการเลขาธิการ กสทช.อยู่ได้ ตนอธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนี้

 

1.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นคนต่ออายุนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการสายยุทธศาสตร์ตามมติ กสทช. ชุดที่แล้ว ก่อนพ้นวาระในวันที่ 30 เมษายน 2568 เพื่อดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. สายงานดังกล่าวจนเกษียณอายุตามมติ ทั้งที่ไม่อำนาจ เพราะการตั้งตำแหน่งเลขาธิการ ต้องผ่านบอร์ด กสทช.ทั้งคณะ และบอร์ด กสทช. ชุดที่แล้ว ก็มีมติให้บอร์ด กสทช. ชุด(ปัจจุบัน)ที่จะต่ออายุ

 

รองเลขาธิการสายยุทธศาสตร์ มีมติระบุไว้ชัดเจนว่าต้องผ่าน การประเมินโดย มติบอร์ด แต่ปรากฎหลักฐาน ว่า เป็นการประเมินโดย ประธาน กสทช. เพียงผู้เดียว ซึ่งปรากฎในปัจจุบันว่าเป็น ประธานกสทช. ที่ขัดมาตรา 18 ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ และไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่แรก การต่ออายุรองเลขาธิการดังกล่าว จึงมิชอบด้วยกฎหมาย  

 

อีกทั้งการลงนามต่ออายุในครั้งนั้น ยังดำเนินการโดย รองเลขาธิการสายโทรคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่  “ปฏิบัติหน้าที่รักษาการเลขาธิการ” จึงมิได้มีอำนาจหน้าที่เทียบเท่าเลขาธิการตัวจริง  มีอำนาจเพียงรองเลขาธิการปฏิบัติหน้าที่แทน  ขัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของ สำนักงาน กสทช. 

 

2.นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นรักษาการเลขาธิการ กสทช. มาแล้ว 6 ปีนานกว่าระยะเวลาตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตัวจริงตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังใช้อำนาจรักษาการเลขาธิการ กสทช. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับบริการองค์กรอีกมากมายให้เข้ามาทำหน้าที่

 

3.นพ.สรณ และนายไตรรัตน์ ถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันมากมายในการใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และถูกกล่าวหาว่ามีกลุ่มทุนใหญ่ด้านโทรคมนาคมให้การสนับสนุน โดยนพ.สรณ แต่งตั้งพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เป็นเลขานุการประธาน ทำหน้าที่ดูแลอำนาจและผลประโยชน์แทนประธาน ทั้ง 3 คนถูกครหาว่าสถาปนาอำนาจเหนือ กสทช.

 

4.ต่อมา นพ.สรณ ถูก กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ชี้มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายแต่ยังไม่ยอมออก อ้างว่ายังไม่มีการชี้ขาดตามกฎหมาย ต่อมาสำนักเลขานุการวุฒิสภาจึงจัดประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยชี้ขาดว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติและถือว่าไม่เคยขาดคุณสมบัติมาก่อน

 

5.เมื่ออำนาจของ นพ.สรณ เริ่มสั่นคลอน มีข่าวว่ากลุ่มทุนใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวล็อบบี้ช่วย ขณะที่ นพ.สรณ ร้องศาลปกครองเพิ่มเติม แต่ศาลพิจารณาเห็นว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจและไม่มีคำสั่งทุเลาใดๆ

 

ขณะที่ พ.ต.อ.ประเวศน์ (17 สิงหาคม 69) จากข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบมา ได้ลาออก จากตำแหน่ง เลขานุการการ ประธาน เพื่อย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำงานอยู่หน้าห้องนายกรัฐมนตรี  (แต่ปัจจุบันพบกว่าย้ายกลับมาทำหน้าที่ใน กสทช.แล้ว) ขณะที่นายไตรรัตน์ เตรียมย้ายไปเป็น ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) (25 สิงหาคม 2569) หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง 

 

6.ขณะที่เตรียมย้ายฐาน แต่ข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ในโครงการ USO ที่กำลังรออนุมัติอยู่ จึงมีข่าวว่ามีการใช้กำลังภายในทุกทางเพื่อที่จะอยู่รักษาการต่อ โดยการให้ นพ.สรณ อุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด และให้กลุ่มทุนใหญ่เบื้องหลังล็อบบี้การเมืองและเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก เป็นเหตุให้การทูลเกล้าล่าช้าจากการเพิกเฉยของนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าเล่นละครหลอกประชาชน

 

แม้จะมีหนังสือสอบถามจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) กลับให้ท้าย นพ.สรณ นายไตรรัตน์ และพ.ต.ท.ประเวศ เพราะรู้จักกันดี จนฝ่ายกฎหมายในหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบก็ถูกหลอกให้ประวิงเวลา

 

ชี้ ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเหตุ “ไตรรัตน์” ฟังคำสั่ง “หมอสรณ” คนเดียว

 

7.กรรมการ กสทช.ที่เหลือ 6 คนพยายามประชุมกันตามกฎหมายและใช้อำนาจตาม พรบ.กสทช. แต่ถูกต่อต้านจากนายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการทุกวิถีทาง เนื่องจากคงกลัวตนเองถูกปลดและหลุดจากอำนาจ ตามรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า มีการจัดประชุมซ้อนและไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับการประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างชัดเจน

 

ส่งผลให้ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เรื่องนี้จึงเป็นความรับผิดชอบทางอาญาของสำนักงาน กสทช. และเจ้าหน้าที่ อย่างชัดเจน

 

8.ตามกฎหมายแล้ว กรรมการ กสทช.ที่เหลือ 6 คน สามารถจัดประชุมตาม พ.ร.บ.ได้เลย หากสำนักงาน กสทช.ไม่ปฏิบัติตามและขัดขวางย่อมมีความผิดตามกฎหมาย สมควรร้องเอาผิด นายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ กสทช.ต่อศาลอาญาทุจริต และ ป.ป.ช.ข้อหา ม.157 และความผิดการทุจริตในอำนาจอื่นๆ

 

โดยแต่งตั้งรักษาการ หรือปฏิบัติหน้าที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. แทนนายไตรรัตน์ ที่เป็นรักษาการโดยมิชอบ ระหว่างรอ ประธาน กสทช คนใหม่ เพราะตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน กสทช. มิได้มีประธาน กสทช. ที่ถูกต้องตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่อยู่

 

และเห็นควรรีบเร่งประชุมแต่งตั้งประธาน กสทช.คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อที่อย่างน้อยจะได้มีประธาน กสทช.  ปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาศัยทวิปกครอง มาตรา 81 ตามกฎหมายขององค์คณะองค์กรกลุ่ม ระหว่างรอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณา เรื่องการนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตามกฎหมาย เพื่อทรงมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ประธาน กสทช. ตัวจริง ตามกฎหมายต่อไป

 

9.ขณะนี้ ต้องแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีกำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีปล่อยให้ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. ขัดขวางการทำงานของ กสทช.ตามกฎหมาย โดยการกล่าวอ้างประธาน กสทช. ยังมีอำนาจ  อาจเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันหรือไม่

 

และแม้นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลแล้ว นายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถปล่อยให้ บุคคลที่เข้าข่ายมีการกระทำความผิดดังกล่าว มาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจได้ เพราะมิใช่แค่เพียงการเป็นผู้รักษาการตามมาตรา 5 พ.ร.บ. คลื่นความถี่ฯ แต่ยังเป็นผู้มีหน้าที่ เสนอและสนองพระบรมราชโองการตามมาตรา 182 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เคยได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจ นายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ กสทช. ไว้ก่อนแล้ว 

 

ตอนนี้ความผิดของนายกรัฐมนตรีจึงสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากมีการนำความกราบบังคมทูล ให้หมอสรณ พ้นจากตำแหน่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กลับปล่อยให้บุคคลดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่หรือกล่าวอ้างการมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ นายกรัฐมนตรีจึงกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และมาตรา 182 โดยมีหลักฐานทางกฎหมายจึงเป็นที่ประจักษ์

 

10.เมื่อ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ แล้ว สำนักงาน กสทช. ต้องแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่มีคำวินิจฉัย เพื่อให้ดำเนินการจัดให้มีกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ปัจจุบัน สำนักงานเลขาธิการ กสทช.ยังไม่ดำเนินการจึงมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกกระทงหนึ่ง 

 

นอกจากนี้ การที่ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ทั้งยังมีความผิดฐานรายงานเท็จแจ้งว่าตนเองมีคุณสมบัติตามกฎหมาย และต่อมาสำนักงานวุฒิสภายังได้มีการทำเอกสารใหม่แทนเอกสารเดิมเพื่อตัดทอนความผิดสำเร็จในหนังสือแสดงการรับรองตนเองฉบับเดิม (ฉบับวันที่ 8 มกราคม 2565) โดยตัดข้อ ข.(3) ออก โดยเอกสารใหม่วันที่เก่ามีขึ้นหลังคณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ซึ่งหนังสือรับรองเท็จฉบับนี้เข้าข่ายหลอกลวงเบื้องสูง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ต้องมีคำตอบในเรื่องนี้ 

 

อย่าลืมว่า กรณี นพ.สรณ เป็นการพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนั้นทันที การฟ้องศาลปกครองจึงมิใช่ข้อกล่าวอ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้

 

นายกฯ ต้องสั่งการเรื่องนี้และต้องรับผิดชอบ การมีพระบรมราชโองการจึงไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่จะทำให้การพ้นตำแหน่งมีผล แต่เป็นตราประทับทางพิธีการที่มารับรองผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นไปแล้วล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

 

และศาลปกครองไม่มีสิทธิแทรกแซงพระราชอำนาจ หรือสั่งระงับกระบวนการพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการจึงไม่ต้องรอ โดยการกล้าวอ้างศาลปกครองแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ ชู AI–Robotics ยกระดับการผลิต

นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ ชู AI–Robotics ยกระดับการผลิต