
มท.จ่อสั่งย้าย 3 ศพสุสานฉะเชิงเทรา เร่งสกัดนอมินีถือครองที่ดิน
“พลพีร์” เผยเตรียมสั่งย้าย 3 ศพที่นำเข้าฝังในสุสานต่างชาติจังหวัดฉะเชิงเทราโดยไม่มีใบอนุญาต พร้อมประสานดีเอสไอตรวจทุนต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- กระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งย้าย 3 ศพที่ฝังในสุสานฉะเชิงเทราโดยไม่มีใบอนุญาต
- เตรียมทบทวนกฎหมายสถานที่บรรจุศพ 4–5 แห่ง และประสานดีเอสไอตรวจพื้นที่ท่องเที่ยว
- พบนิติบุคคลถือครองที่ดินผิดกฎหมายกว่า 1,500 บริษัท มูลค่าความเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบสุสานชาวต่างชาติในจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังพบการนำศพ 3 ร่างเข้าฝังโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยเตรียมออกหนังสือสั่งให้ย้ายศพทั้ง 3 ร่างออกจากสุสาน พร้อมเดินหน้าตรวจสอบสถานที่บรรจุศพในกรุงเทพฯ และปัญหาต่างชาติถือครองที่ดินผ่านนอมินี
นายพลพีร์กล่าวว่า สุสานในจังหวัดฉะเชิงเทราเคยได้รับใบอนุญาตเมื่อปี 2564 ก่อนหมดอายุในปี 2566 เมื่อผู้เกี่ยวข้องขอต่อใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าการก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานและข้อบังคับ โดยเฉพาะระยะห่างจากถนนและแม่น้ำ จึงไม่อนุญาตให้ต่อใบอนุญาต
ต่อมาผู้เกี่ยวข้องยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น แต่ถูกปฏิเสธ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง
จากการตรวจสอบพบว่ามีศพฝังอยู่ในสุสานทั้งหมด 4 ร่าง เบื้องต้นเชื่อว่า 1 ร่างถูกฝังในช่วงที่ใบอนุญาตยังมีผลระหว่างปี 2564–2566 ส่วนอีก 3 ร่างถูกนำมาฝังภายหลังโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้แจ้งหน่วยงานท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยจึงเตรียมสั่งให้ย้ายศพทั้ง 3 ร่างออกไป
สำหรับสุสานย่านเจริญกรุงในกรุงเทพฯ ซึ่งมีรายงานว่าเปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปีโดยไม่มีใบอนุญาต นายพลพีร์ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยจะทบทวนกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานที่บรรจุศพลักษณะเดียวกันอีกประมาณ 4–5 แห่ง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการให้ถูกต้อง
นายพลพีร์ยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เข้าตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับทุนต่างชาติในพื้นที่ภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน หลังประเมินว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งอาจเข้าหลักเกณฑ์การสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
ส่วนการถือครองที่ดินผ่านตัวแทนอำพราง หรือนอมินี กระทรวงมหาดไทยตรวจพบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมายมากกว่า 1,500 บริษัท และมีบริษัทต้องสงสัยอีกกว่า 14,000 บริษัท ครอบคลุมที่ดินกว่า 5,800 แปลง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 60,000 ล้านบาท
รูปแบบที่พบคือเริ่มจัดตั้งบริษัทโดยให้คนไทยถือหุ้นข้างมาก ก่อนเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้นผ่านระบบออนไลน์ให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กระทรวงมหาดไทยจึงเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อป้องกันและตรวจจับการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง







