
เสียงจากชาวริมน้ำบางพลัด วอนทบทวนโครงการถนนเลียบเจ้าพระยา หวั่น! ถูกรื้อบ้าน
เสียงจากชาวริมน้ำบางพลัด ค้านโครงการพัฒนาเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ชี้ กระทบชุมชนเก่าแก่ร้อยปี ไร้ประชาพิจารณ์จริงจัง พร้อมเดินหน้าต่อสู้
กลุ่มคัดค้านถนนหลังเขื่อนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร พร้อมตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เข้ายื่นเอกสารร้องเรียนต่อ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ กมธ. ติดตาม เฝ้าระวัง และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนโครงการก่อสร้างดังกล่าว
ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางก่อสร้างโครงการดังกล่าวพบ นายคณี โยธาสมุทร ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า บ้านของตน เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีหลักฐานทะเบียนบ้านเดิมเลขที่ 29 ขอ สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนยาวนานกว่า 100 ปี ตั้งแต่ยุคที่บรรพบุรุษทำกิจการค้าไม้ริมน้ำและเดินเรือจากท่าเตียนไปอยู่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งในอดีตปลูกสร้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ชาวบ้านก็ยินยอมให้ความร่วมมือด้วยดีมาโดยตลอด
นายคณี ระบุว่า ประชาชนเพิ่งทราบข่าวการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาในภายหลัง โดยไม่มีการเชิญชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงไปร่วมพูดคุย และจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า โครงการดังกล่าวอาจมีการกินพื้นที่เข้ามาในแนวเขตถึง 35 เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนประมาณ 123 ถึง 134 หลังคาเรือน
นอกจากนี้ นายคณี ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินโครงการตามรัฐธรรมนูญ ดังนี้
- ขาดการทำประชาพิจารณ์ที่แท้จริง โครงการไม่ได้เชิญผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมาร่วมรับฟังหรือหาทางบรรเทาความเดือดร้อน แต่กลับไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ
- กระทบโครงสร้างสังคมและผู้สูงอายุ : ผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายและผู้สูงอายุ ทั้งชาวพุทธและมุสลิม เช่น ชุมชนวัดสระแก้ว ซึ่งไม่สามารถย้ายไปเช่าที่ดินวัดหรือหาที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ ได้โดยง่าย
- ข้อแย้งด้านกฎหมาย : การอ้างว่าชาวบ้านรุกล้ำที่สาธารณะไม่ถูกต้อง เนื่องจากชุมชนอยู่อาศัยมาตั้งแต่นานก่อนจะมีกฎหมายกรมเจ้าท่าหรือกฎหมายป่าไม้ในยุคหลัง และไม่ได้สร้างรุกล้ำเกินกว่าที่กฎหมายเคยกำหนดไว้
นายคณี กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีการระบุในการประชุมสภา กทม. ว่าผู้เดือดร้อนมีเพียงกลุ่มมุสลิมนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในพื้นที่มีทั้งชาวพุทธและมุสลิมที่ได้รับความเดือดร้อนร่วมกัน พร้อมยืนยันว่าหากภาครัฐยังคงเดินหน้าขับไล่โดยไม่มีการทบทวน ชุมชนพร้อมที่จะรวมตัวต่อสู้ในชั้นศาลปกครอง เช่นเดียวกับที่เคยฟ้องร้องจนโครงการลักษณะนี้ต้องระงับไปแล้วในอดีต







